
เขื่อนสาละวิน ความเสี่ยงเผชิญหน้าสู้รบ
ภายหลังจากที่ประชาชนชาวรัฐฉานและนักสิทธิมนุษยชนได้ร่วมกันออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านโครงการสร้างเขื่อนเมืองโต๋น
โดย...อาทิตย์ ธาราคำ
ภายหลังจากที่ประชาชนชาวรัฐฉานและนักสิทธิมนุษยชนได้ร่วมกันออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านโครงการสร้างเขื่อนเมืองโต๋น หรือที่เดิมรู้จักกันในชื่อเขื่อนท่าซาง ซึ่งตั้งอยู่บนแม่น้ำสาละวินทางภาคใต้ของรัฐฉาน ห่างจากชายแดนที่ จ.เชียงใหม่ ไปทางเหนือราว 45 กิโลเมตร ซึ่งร่วมทุนกันระหว่างรัฐบาลเมียนมา การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และบริษัทจากจีน ล่าสุดวันที่ 15 มิ.ย.ที่ผ่านมา กระทรวงพลังงานของไทยได้ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยเรื่องพลังงานไฟฟ้า (MOU) ร่วมกับกระทรวงพลังงานเมียนมา โดยเปิดให้ภาคเอกชนของไทยมีส่วนร่วมในการผลิตไฟฟ้า รวมถึงการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า
โครงการเขื่อนท่าซางจะสร้างกั้นแม่น้ำสาละวินในรัฐฉานตอนใต้ มีกำลังผลิตติดตั้ง 7,000 เมกะวัตต์ โดยไฟฟ้า 90% กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาส่งขายไทยหรือจีน มีมูลค่าโครงการสูงถึง 14,450 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 447,950 ล้านบาท)
ทั้งนี้ จากการสำรวจพื้นที่เลียบลำแม่น้ำสาละวินและน้ำป๋าง ซึ่งคาดว่าจะได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อน โดยได้มีการพูดคุยกับชาวบ้านพบว่าปัจจุบันยังมีประชาชนอาศัยอยู่กว่าหมื่นคน
เจ้าหน้าที่ทางการชาวไทยใหญ่รายหนึ่ง ให้สัมภาษณ์ว่า เวลานี้เมียนมาอาจจะดูเหมือนว่าเข้าสู่กระบวนการสันติภาพ เปลี่ยนแปลงเป็นประชาธิปไตย แต่กลับมีโครงการสร้างเขื่อน จะทำให้น้ำมาท่วมพื้นที่ทำลายบ้านเรือน เรือกสวนไร่นา ที่ชาวบ้านเคยสูญเสียไปและกำลังเริ่มกลับมาฟื้นฟู สำหรับสถานการณ์ด้านความมั่นคง ก็ยังคงมีการสู้รบอยู่เป็นระยะ
“รัฐฉานมีความอุดมสมบูรณ์ ใครๆ ก็อยากมาลงทุน หากเข้ามาเมื่อเราพร้อม เราได้ร่วมตัดสินใจ ลงทุนแล้วชาวบ้านมีความเป็นอยู่ดีขึ้นก็คงจะน่ายินดี แต่นี่เข้ามาลงทุนมาสร้างเขื่อน จะยิ่งทำให้ชาวบ้านลำบาก สูญเสียบ้านเรือนที่ทำกิน ประชาชนในรัฐฉานเคยเจ็บปวดเคยสูญเสียกันมาแล้วกว่า 3 แสนคน เพราะสิ่งที่ทหารเมียนมาทำไว้ ประชาชนจำนวนมากก็ยังไม่ได้คืนสู่บ้านของตนเอง แต่กลับจะมีเขื่อนมาสร้างอีก แล้วพี่น้องเราที่ยังอยู่เมืองไทยจะได้กลับมาอยู่บ้านได้อย่างไร ทุกๆ ประเทศ นักลงทุนบริษัทต่างๆ ล้วนแต่เข้ามาเอาประโยชน์ ไม่มีใครสนใจช่วยส่งเสริมให้เกิดสันติภาพและประชาธิปไตยเสียก่อน ทำให้เกิดสถานการณ์การเผชิญหน้ายิ่งขึ้น”
แม้เมียนมากำลังจะจัดการเลือกตั้งทั่วไปในช่วงปลายปีนี้ แต่หลายฝ่ายยังมองว่าการเลือกตั้งนี้ยังไม่ใช่ความหวังในการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากรัฐบาลเมียนมายังใช้วิธีการต่างๆ ให้พรรคการเมืองของฝ่ายทหารได้รับคะแนนสูงสุด และเป็นที่สังเกตว่า การลงนามการลงทุนในโครงการต่างๆ ในเมียนมากำลังเกิดขึ้นก่อนที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไป







