
กรีซไม่จ่ายหนี้ไอเอ็มเอฟ รอประชามติชี้ชะตา
กรีซกลายเป็นประเทศพัฒนาประเทศแรกที่ไม่ชำระหนี้ไอเอ็มเอฟ หลังโครงการเงินช่วยเหลือหมดอายุในเวลาเดียวกัน รอทำประชามติ 5 ก.ค.นี้
กรีซกลายเป็นประเทศพัฒนาประเทศแรกที่ไม่ชำระหนี้ไอเอ็มเอฟ หลังโครงการเงินช่วยเหลือหมดอายุในเวลาเดียวกัน รอทำประชามติ 5 ก.ค.นี้
แกร์รี ไรซ์ โฆษกกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ยืนยันว่า กรีซเข้าสู่ภาวะค้างชำระหนี้จำนวน 1,600 ล้านยูโร (ราว 6 หมื่นล้านบาท) หลังพ้นกำหนดเส้นตายที่ 18.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐ หรือ 5.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นประเทศไทย ประกอบกับระยะเวลาโครงการเงินช่วยเหลือจากยุโรปหมดอายุในวันเดียวกัน
ก่อนหน้านี้ กรีซได้ส่งคำร้องไปยังสหภาพยุโรป (อียู) เพื่อขอโครงการเงินช่วยเหลือทางการคลังระยะเวลา 2 ปีใหม่มูลค่า 2.9 หมื่นล้านยูโร โดยนับว่าทันเวลาพอดีก่อนที่กรีซจะตกเข้าสู่สถานะค้างชำระ
สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า กรีซกลายเป็นประเทศพัฒนาแล้วประเทศแรกที่ไม่ชำระหนี้ไอเอ็มเอฟ และการผิดนัดชำระหนี้ครั้งนี้เองยังมีขนาดใหญ่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ไอเอ็มเอฟอีกด้วย โดยประเทศใดก็ตามที่ผิดนัดชำระหนี้และตกเข้าสู่สถานะค้างชำระ จะไม่สามารถกู้ยืมเงิมใดๆ กับสถาบันการเงิน ในระยะเวลา 2 ปี และอาจต้องพ้นสถานะการเป็นสมาชิกของไอเอ็มเอฟ
อย่างไรก็ตาม 3 บริษัทวัดเรทติ้งหลัก ได้แก่ มูดี้ส์ เอสแอนด์พี และฟิทช์ ต่างระบุว่า การไม่สามารถชำระหน้ไอเอ็มเอฟได้ ไม่ได้เป็นการครบถ้วนกระบวนการผิดนัดชำระหนี้ เนื่องจากคำว่า "ผิดนัดชำระหนี้" เป็นการจำกัดความของบริษัทเอกชน
ทั้งนี้ ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) เรียกประชุมฉุกเฉินในวันนี้ โดยในเดือนก.ค. นี้ กรีซมีกำหนดชำระพันธบัตรของอีซีบี 3,200 ล้านยูโร ซึ่งอาจส่งผลให้กรีซต้องออกจากยูโรโซนไป โดย เบโนต โคเออร์ หนึ่งในผู้บริหารของอีซีบี เปิดเผยว่า ยังคงมีแนวโน้มที่กรีซจะออกจากยูโรโซน และชะตากรรมของกรีซในการเป็นสมาชิกยูโรโซนขึ้นอยู่กับบรรดาผู้มีสิทธิออกเสียง ด้วยการยอมรับมาตรการรัดเข็มขัด ที่ตรงกันข้ามกับจุดยืนและการเลือกไซปราสขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี
“ถ้าหากผลประชามติออกมาเป็น ‘รับ’ ข้อเสนอของเจ้าหนี้ ผมจะไม่สงสัยเลยที่บรรดาผู้มีอำนาจของยูโรโซนจะให้ความหมายกับการตัดสินใจ ในทุกทางที่เป็นไปได้ เพื่อให้เกียรติต่อการตัดสินใจนั้น” โคเออร์ กล่าว
ด้านประชาชนกรีซต่างแบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายและมีการเดินขบวนสนับสนุนแต่ละฝ่ายในการทำประชามติในวันที่ 5 ก.ค. คือ สนับสนุนการโหวต 'Yes' เพื่อรับข้อเสนอของบรรดาเจ้าหนี้ หลังจากประชาชนกังวลที่กรีซจะต้องออกจากยูโรโซน และการลงคะแนนเสียง 'No' เพื่อไม่รับข้อเสนอของบรรดาเจ้าหนี้ โดยนายกรัฐมนตรีอเล็กซิส ไซปราสของกรีซ สนับสนุนการลงคะแนนเสียงไม่รับอย่างชัดเจน
“ประชามติจะทำให้จุดยืนในการเจรจาของเราแข็งแรงขึ้น เมื่อการเจรจาเริ่มต้นอีกครั้ง ยิ่งจำนวนการโหวต ‘ไม่’ เพิ่มขึ้นมากเท่าไหร่ จุดยืนของเราก็จะยิ่งเข้มแข็งมากขึ้นเท่านั้น” ไซปราสกล่าว
ทั้งนี้ ข้อเสนอของบรรดาเจ้าหนี้คือการให้กรีซปฏิรูปเศรษฐกิจ เช่น การขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยในส่วนร้านอาหารขึ้นภาษีสูงสุดที่ 23% ในขณะที่ปรับลดภาษีสำหรับอาหาร น้ำ และไฟฟ้า เหลือ 13% ในขณะที่การแพทย์ หนังสือ และโรงภาพยนตร์เหลือ 6% นอกจากนี้ข้อเสนอดังกล่าวยังให้กรีซปรับปรุงระบบบำนาญที่รัฐบาลกรีซประนามว่าเป็นการลดสวัสดิภาพของประชาชนอย่างรุนแรง
สรุปเหตุการณ์ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
* 26 มิ.ย. นายกรัฐมนตรีกรีซเปิดเผยจะทำประชามติ รวมถึงขอขยายเวลาโครงการเงินช่วยเหลือที่หมดอายุไปเมื่อ 30 มิ.ย.
* 27 มิ.ย. รัฐมนตรีคลังยูโรโซนปฏิเสธจะขยายเงินช่วยเหลือ - สภากรีซมีมติทำประชามติให้ประชาชนลงคะแนนเสียงเลือกรับหรือไม่รับข้อเสนอเจ้าหนี้
* 28 มิ.ย. อีซีบีประกาศไม่ให้เงินช่วยเหลือฉุกเฉิน - กรีซสั่งปิดธนาคารพาณิชย์ และจำกัดการถอนเงินจากธนาคารวันละ 60 ยูโร
* 29 มิ.ย. นายกรัฐมนตรีกรีซยืนยันไม่จ่ายหนี้ไอเอ็มเอฟ พร้อมสนับสนุนให้ประชาชนลงคะแนนเสียงไม่รับข้อเสนอบรรดาเจ้าหนี้ พร้อมส่งสัญญาณว่า หากผลประชามติออกมาเป็นรับข้อเสนอของบรรดาเจ้าหนี้ อเล็กซิส ไซปราส อาจลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
* 30 มิ.ย. - รัฐมนตรีคลังกรีซยืนยันไม่จ่ายหนี้ไอเอ็มเอฟ
- ประธานคณะกรรมธิการยุโรป (อีซี) เสนอข้อเสนอในนาทีสุดท้าย
- กรีซยื่นขอโครงการเงินช่วยเหลือครั้งใหม่
- โครงการเงินช่วยเหลือหมดอายุ - กรีซไม่สามารถจ่ายหนี้ไอเอ็มเอฟ







