
'ผมของแม่'
หลังจากสงครามเกาหลีสงบลงในปี 1953 ในขณะที่รัฐบาลพยายามที่จะกอบกู้เศรษฐกิจของประเทศที่แตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
โดย...เพียงออ วิไลย
หลังจากสงครามเกาหลีสงบลงในปี 1953 ในขณะที่รัฐบาลพยายามที่จะกอบกู้เศรษฐกิจของประเทศที่แตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ประชาชนก็ต้องสู้ชีวิตต่อให้ได้ พ่อบ้านและลูกชายต้องออกไปทำงานหนักเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว แม่กับลูกสาวก็พยายามหางานเล็กๆ น้อยๆ ทำเพื่อช่วยเหลือครอบครัว ณ เวลานั้นใครจะคิดว่า “ผมที่ยาวสลวยของแม่และลูกสาว” จะช่วยครอบครัวและประเทศได้
ผู้หญิงเกาหลีนิยมไว้ผมยาวมาตั้งแต่โบราณ ผมอันดำขลับสวยงามของพวกเธอมาจากชาติพันธุ์และอาหารบำรุงตามธรรมชาติ เช่น ปลาทะเล และสาหร่ายทะเลที่เป็นอาหารประจำบ้าน ...ในเวลานั้น เกาหลีซึ่งไม่มีอะไรจะส่งออก ยังไม่มีโทรศัพท์มือถือหรือโทรทัศน์จอแบน ไม่มีเทคโนโลยีอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน จึงพยายามหาสิ่งของผลิตเพื่อส่งออกหาเงินเข้าประเทศให้คนมีงานทำ จึงเกิดโรงงานขนาดเล็กผลิตเสื้อผ้า เครื่องใช้ผุดขึ้นมากมายแถบชานกรุงโซล โรงงานเล็กๆ แห่งหนึ่งในเขต “กุโร” กลายเป็นจุดหมายปลายทางของผู้หญิงเกาหลีทุกวัยจำนวนมากที่พากันเดินทางมาขายเส้นผมเพื่อนำไปผลิต “วิกผม” เกาหลีเริ่มส่งออก “วิกผม” ในปี 1964 และต่อมาในปี 1970 กลายเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของประเทศ ที่มีมูลค่าถึง 93.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 9.3% ของสินค้าส่งออกทั้งหมด ซึ่งเป็นอันดับสามรองลงมาจากเสื้อผ้า และแผ่นไม้อัด ลองคิดดูว่าผู้หญิงเกาหลีกี่แสนคนที่ได้ขายเส้นผมของพวกเธอเพื่อเลี้ยงปากท้องของครอบครัวและประเทศ...
จากหนังสือเล่มหนึ่งที่ตีพิมพ์โดยมหาวิทยาลัยปูซาน ระบุว่า วิกผมที่สาวๆ อเมริกันใส่ในช่วงปี 1960-1980 ประมาณ 33% เป็นเส้นผมของผู้หญิงเกาหลี เมดอินโคเรีย ...ปัจจัยหนึ่งที่ช่วยผลักดันยอดขาย คือ สหรัฐอเมริกาสั่งห้ามการนำเข้าวิกผมจากฮ่องกงและไต้หวันในปี 1965 เพราะถือว่าเป็นผลผลิตจากประเทศค่ายคอมมิวนิสต์ ทำให้เกาหลีได้อานิสงส์ไปเต็มๆ และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้อุตสาหกรรมวิกผมในสหรัฐอเมริกาถูกผูกขาดโดยกลุ่มคนเกาหลีจนปัจจุบัน
ประมาณการว่า ทุกวันนี้มีร้านขายอุปกรณ์ความงามและเครื่องสำอางถึง 8,500 ร้านค้าที่ดำเนินงานโดยคนเกาหลีในสหรัฐ อเมริกา และแทบจะผูกขาดในตลาดของคนแอฟริกันอเมริกันเพราะเมื่อราวๆ 20 ปีก่อน วิกผมที่ขายในห้างสรรพสินค้ามีแต่ผมทอง-ผมแดงเพื่อคนผิวขาวสวมใส่เท่านั้น คนแอฟริกันอเมริกันจึงหันมาซื้อวิกผมดำจากร้านเกาหลี ด้วยเหตุของการละเลยตลาดคนกลุ่มน้อยนี้ของพ่อค้าอเมริกัน ทำให้เกาหลีอพยพได้ครองส่วนแบ่งตลาดมีมูลค่าถึง 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกาไปสบายๆ เลยค่ะ
ส่วนในประเทศเกาหลี อุตสาหกรรมวิกผมได้ชะลอตัวลงหลังจากปี 1990 เนื่องจากค่าแรงงานในการผลิตที่แพงขึ้น หลายโรงงานปิดตัวหรือย้ายฐานการไปประเทศอื่น สินค้าส่งออกถูกแทนที่ด้วยสินค้าไฮเทค เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า เซมิคอนดักเตอร์ เศรษฐกิจโดยรวมดีขึ้น เขตกุโรที่เคยเป็นดินแดนแห่งการขายเส้นผมที่ใหญ่ที่สุดของเกาหลีมีตึกระฟ้าเกิดขึ้นมากมายแทนที่โรงงานเก่าๆ อีกทั้งเทคโนโลยีการผลิตวิกผมพัฒนาไปไกล ไม่ต้องใช้เส้นผมจริง คนเกาหลีก็ร่ำรวยขึ้น ผู้หญิงเกาหลีไม่มีความจำเป็นที่จะต้องตัดเส้นผมของเธอขายเพื่อเงินอีกต่อไป แต่มีเรื่องที่น่าชื่นชม คือ บางคนหันมาบริจาคเส้นผมสลวยไปทำวิกผมให้แก่ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเพื่อขอบคุณโลกที่ให้พวกเธอมีกินมีใช้จากการขายเส้นผม...







