
ฟันธง! จีนอัดฉีดแน่นอน อยู่ไม่ไหวศก.เฉื่อยเกินคาด
นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักระบุตรงกันว่า ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) และรัฐบาลกรุงปักกิ่ง
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักระบุตรงกันว่า ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) และรัฐบาลกรุงปักกิ่ง จะเข้าสู่โหมดกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเต็มรูปแบบ หลังจากการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เมื่อไตรมาสแรกที่ผ่านมาอ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่ปี 2009
ธนาคารแมคควอรี กรุ๊ป เอสเอชบีซี และโนมูระ ต่างฟันธงว่า พีบีโอซีจะต้องดำเนินมาตรการเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับธนาคารพาณิชย์ โดยจะปรับลดเกณฑ์สัดส่วนการปล่อยสินเชื่อต่อเงินฝาก (อาร์อาร์อาร์) รวมถึงลดความร้อนแรงในตลาดการเงิน นอกจากนี้สถาบันการเงินทั้ง 3 แห่งยังเชื่อว่า รัฐบาลจีนจะผ่อนคลายนโยบายทางการคลังและกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านแผนการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน
“มาตรการผ่อนคลายทางการเงินจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยและสัดส่วนอาร์อาร์อาร์ของพีบีโอซีเป็นสิ่งจำเป็น เพื่ออัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่เศรษฐกิจ” เฉินเจียงกวง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำเอเชียของบริษัทหลักทรัพย์ มิซูโฮ ซีเคียวริตีส์ เอเชีย กล่าว
นอกจากนี้ เฉิน ยังคาดการณ์ว่า พีบีโอซีจะปรับลดสัดส่วนอาร์อาร์อาร์ภายในเดือนนี้ เนื่องจากการเพิ่มสภาพคล่องถือเป็นเรื่องเร่งด่วนสำหรับรัฐบาล ซึ่งจะเพิ่มการลงทุนผ่านความริเริ่มเส้นทางสายไหม ซึ่งเป็นโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่จะเชื่อมจีนเข้ากับยุโรป
ทั้งนี้ รัฐบาลและพีบีโอซีมีพื้นที่เหลือเฟือสำหรับการใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งในด้านนโยบายการเงินและนโยบายการคลังมากกว่าญี่ปุ่นและยุโรป ซึ่งดำเนินการกระตุ้นเศรษฐกิจไปแล้วก่อนหน้านี้
อย่างไรก็ตาม จีนยังคงเผชิญปัญหาเนื่องจากมาตรการกระตุ้นที่ใช้ไปก่อนหน้านี้กลับไม่ส่งผลต่อเศรษฐกิจเท่าที่ควร โดยธนาคารส่วนใหญ่ยังคงเข้มงวดด้านการปล่อยสินเชื่อ ขณะที่ความต้องการสินค้าในต่างประเทศยังคงชะลอตัว
ด้าน อาร์เยน ฟาน ดีย์คูเซน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของธนาคารเอบีเอ็น อัมรอ ของเนเธอร์แลนด์ วิเคราะห์ว่า ทางการจีนยังมีเครื่องมืออีกมากสำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่สภาพเศรษฐกิจจีนก็ยังเหลือพื้นที่เพียงพอต่อการรองรับการกระตุ้นในอนาคตเช่นกัน
“ด้วยเหตุนี้ เราคาดว่าพวกเขา (พีบีโอซี) จะดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงินในระดับปานกลางต่อไปเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ”ดีย์คูเซน กล่าว
ขณะที่ แลร์รี อู๋ จากแมคควอรี คาดการณ์ว่า รัฐบาลจีนจะเร่งอนุมัติโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเช่นเดียวกับการปรับลดอาร์อาร์อาร์
ในทำนองเดียวกัน จ้าวหยาง นักเศรษฐศาสตร์จากโนมูระ คาดว่าพีบีโอซีจะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% และปรับลดสัดส่วนอาร์อาร์อาร์ลง 0.50% ในทุกๆ ไตรมาสที่ยังเหลืออยู่ของปีนี้
สอดรับกับ หวังเตา นักเศรษฐศาสตร์จากยูอีเอส กรุ๊ป ซึ่งแสดงความเห็นว่า รัฐบาลจีนน่าจะเร่งการก่อสร้างทางรถไฟสายหลัก และโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานอย่างไฟฟ้าและน้ำประปา ตลอดจนถึงการผ่อนคลายนโยบายทางการเงินมากขึ้น
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี หลี่เค่อเฉียง ของจีน กล่าวเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ว่า รัฐบาลจะเข้าอุ้มเศรษฐกิจหากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในขณะนี้กระทบต่อตลาดแรงงานและการขยายตัวของค่าแรงในจีน
ส่วน จ้าวเสี่ยวฉวน ผู้ว่าการพีบีโอซี กล่าวว่า จีนต้องระมัดระวังความเสี่ยงที่จะเกิดเงินฝืดขึ้นในประเทศ และพีบีโอซียังมีพื้นที่เหลือสำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม ฉู่หงปิน นักเศรษฐศาสตร์จากเอชเอสบีซี แสดงความกังวลว่า การผ่อนคลายนโยบายทางการเงินเพิ่มเติม เช่น การปรับลดอัตราดอกเบี้ย อาจเป็นการกระตุ้นตลาดหุ้นจีนที่ร้อนแรงอยู่แล้วให้ร้อนแรงยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะฟองสบู่
นอกจากนี้ อาจเป็นการกระตุ้นสัดส่วนหนี้ในภาคเอกชนและรัฐบาลท้องถิ่นให้เพิ่มสูงขึ้นอีกด้วย
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นเมื่อสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน เผยว่า จีดีพีจีนระหว่างเดือน ม.ค.- มี.ค.ที่ผ่านมา เติบโต 7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2009
ขณะที่การส่งออกของจีนเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ปรับตัวลดลง 14.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อยู่ที่ 8.8683 แสนล้านหยวน (ราว 44.34 ล้านล้านบาท) ขณะที่การนำเข้าปรับตัวลง 12.3% มาอยู่ที่ 8.6867 แสนล้านหยวน (ราว 43.43 ล้านล้านบาท)
ทั้งนี้ เศรษฐกิจจีนเริ่มเข้าสู่ภาวะชะลอตัวตั้งแต่ปี 2014 ที่ผ่านมา เนื่องจากรัฐบาลจีนตัดสินใจปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ โดยลดการพึ่งพาการลงทุนและการส่งออก เป็นการหันมาพึ่งพาการเติบโตจากการบริโภคภายในประเทศแทน ซึ่งทางการจีนเชื่อว่าโครงสร้างทางเศรษฐกิจดังกล่าวจะมีความยั่งยืนในอนาคต







