
EconDaily
อานิสงส์ราคาน้ำมันขาลงผนวกกับค่าเงินเยนที่อ่อนค่า ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดญี่ปุ่นในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมาอยู่ในภาวะเกินดุลที่ 1.440 ล้านล้านเยน (ราว 391 แสนล้านบาท) ซึ่งสูงที่สุดในรอบ 3 ปี และถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน มี.ค. 2013 ที่ญี่ปุ่นมีดุลบัญชีเดินสะพัดเกิน 1 ล้านล้านเยน โดยเป็นผลจากราคาน้ำมันที่ถูกลงทำให้มูลค่าการนำเข้าของประเทศญี่ปุ่นปรับตัวลดลง 6.2% ขณะที่การส่งออกปรับเพิ่ม 0.4% เนื่องจากได้รับแรงหนุนจากภาวะความได้เปรียบของสกุลเงินเยนที่อ่อนค่า ส่งผลให้สินค้าญี่ปุ่นมีศักยภาพในการแข่งขันสูงขึ้นเมื่อเทียบกับคู่แข่ง นอกจากนี้กำไรจากการออกไปลงทุนยังต่างประเทศของภาคเอกชนญี่ปุ่นยังปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 27.5% อีกด้วย
อานิสงส์ราคาน้ำมันขาลงผนวกกับค่าเงินเยนที่อ่อนค่า ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดญี่ปุ่นในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมาอยู่ในภาวะเกินดุลที่ 1.440 ล้านล้านเยน (ราว 391 แสนล้านบาท) ซึ่งสูงที่สุดในรอบ 3 ปี และถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน มี.ค. 2013 ที่ญี่ปุ่นมีดุลบัญชีเดินสะพัดเกิน 1 ล้านล้านเยน โดยเป็นผลจากราคาน้ำมันที่ถูกลงทำให้มูลค่าการนำเข้าของประเทศญี่ปุ่นปรับตัวลดลง 6.2% ขณะที่การส่งออกปรับเพิ่ม 0.4% เนื่องจากได้รับแรงหนุนจากภาวะความได้เปรียบของสกุลเงินเยนที่อ่อนค่า ส่งผลให้สินค้าญี่ปุ่นมีศักยภาพในการแข่งขันสูงขึ้นเมื่อเทียบกับคู่แข่ง นอกจากนี้กำไรจากการออกไปลงทุนยังต่างประเทศของภาคเอกชนญี่ปุ่นยังปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 27.5% อีกด้วย
วันเดียวกัน ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) เปิดเผยรายงานการเข้าซื้อพันธบัตรของรัฐบาลกลุ่มยูโรโซน ตามนโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ในเดือนแรกว่ามีมูลค่าอยู่ที่ราว 5.25 หมื่นล้านยูโร (ราว 1.85 ล้านล้านบาท) โดยเป็นพันธบัตรของรัฐบาลเยอรมนีราว 1.11 หมื่นล้านยูโร (ราว 3.9 แสนล้านบาท) และเป็นพันธบัตรของรัฐบาลฝรั่งเศสและอิตาลีราว 8,750 ล้านยูโร และ 7,600 ล้านยูโร ตามลำดับ อย่างไรก็ตามอีซีบีปฏิเสธที่จะเข้าซื้อพันธบัตรของกรีซและไซปรัสซึ่งมีเครดิตต่ำกว่ามาตรฐานของอีซีบี ทั้งนี้อีซีบีกำหนดเป้าหมายในการเข้าซื้อพันธบัตรไว้ที่ 6 หมื่นล้านยูโร/เดือน







