
แอปเปิ้ล อิงค์ ตัวจริงต้องกล้า
นับตั้งแต่ก้าวขึ้นกุมบังเหียนแอปเปิ้ล อิงค์ ค่ายผู้ผลิตสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์
โดย...ปาจรีย์ ขุนภาษี
นับตั้งแต่ก้าวขึ้นกุมบังเหียนแอปเปิ้ล อิงค์ ค่ายผู้ผลิตสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ อย่างไอโฟน ไอแพด และแม็ก ทั้งหลาย ทิม คุก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ก็ได้รับการจับตามองว่าจะสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ เอาใจเหล่าสาวก รวมถึงนำพาแอปเปิ้ลให้โลดแล่นโดดเด่นเป็นเจ้าตลาดได้อีกหรือไม่
ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจแต่อย่างใด ที่การเปิดตัว แอปเปิ้ลวอตช์ ล่าสุด จะได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษ พร้อมกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา ที่สามารถแบ่งได้เป็นสองฝ่ายใหญ่ๆ ระหว่าง
ผู้ที่เชื่อมั่นในแอปเปิ้ลและมั่นใจว่าแอปเปิ้ล วอตช์จะขายดีเป็นเทน้ำเทท่า กับฝ่ายที่ยังคงเคลือบแคลงสงสัยว่าแอปเปิ้ล วอตช์จะไปรอดหรือไม่
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ ทิม คุก และแอปเปิ้ล ยังคงต้องเผชิญหน้ากับความท้าทาย ซึ่งก็คือการทำให้สินค้าไฮเทคชิ้นนี้ได้รับความนิยมให้ได้
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญก็คืออะไรล่ะที่จะทำให้แอปเปิ้ลโดดเด่นแตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ เนื่องจากหากพิจารณาสินค้าสมาร์ทวอตช์ในท้องตลาดในปัจจุบัน จะพบว่า นาฬิกาที่ใช้โทรศัพท์ได้ไม่ใช่ของแปลกใหม่ถึงขนาดไม่เคยเห็นกันมาก่อน โดยมีตั้งแต่นาฬิกาอัจฉริยะประเภทสมาร์ทวอตช์สำหรับใช้โทรศัพท์รับสายเข้า-ออก ไปจนถึงวัดระยะทางการวิ่งของผู้ใช้
คำตอบหลักๆ แล้ว ก็คือ แอปเปิ้ลมี “ความกล้า” ในระดับที่บริษัทองค์กรอื่นๆ เทียบได้ยาก
ทั้งนี้ บลูมเบิร์กรายงานอ้างข้อมูลจากสมาพันธ์ทองคำโลก (ดับเบิลยูจีซี) ระบุว่า ความต้องการสินค้าเครื่องประดับที่ทำจากทองคำในสหรัฐ อังกฤษ และอิตาลีนั้น ตกต่ำลงถึงครึ่งหนึ่งเมื่อ 1 ทศวรรษที่ผ่านมา เนื่องจากผู้บริโภคหันไปให้ความนิยมโลหะสีขาวอย่างเงินและแพลทินัมเพิ่มมากขึ้น
ทว่า แอปเปิ้ลกลับกล้าที่จะเปิดตัว แอปเปิ้ล วอตช์ เมื่อ 10 มี.ค.ที่ผ่านมา พร้อมรุ่นท็อปพรีเมียมหุ้มทองคำ 18 กะรัต สนนราคาขายสูงถึง 1.7 หมื่นเหรียญสหรัฐ (ราว 5.52 แสนบาท) นอกจากนี้ยังมีไอโฟนและแม็กบุ๊กชุบทองบริสุทธิ์ และทองชมพู (พิงค์โกลด์) ออกมาให้ตื่นตาตื่นใจในตลาด
ความกล้าหาญดังกล่าวของแอปเปิ้ล ไม่เพียงแต่ประสบความสำเร็จเฉพาะตัวเอง แต่ยังมีแววถึงขั้นกลายเป็นกระแส อย่างที่ นีล มีเดอร์ ผู้ให้คำปรึกษาเรื่องโลหะมีค่าแห่งบริษัท เมทัลลิส คอนซัลติง พยากรณ์เอาไว้ว่า การที่แอปเปิ้ลนำเอาทองคำมาใช้ในผลิตภัณฑ์ราคาแพงของตน อาจทำให้เครื่องประดับอื่นๆ ที่ทำจากทองพลอยกลับมาขายดีในสหรัฐและยุโรปตามไปด้วย หลังจาก ถูกมองว่าคร่ำครึล้าสมัย หรือเป็น “เครื่องประดับของคุณย่า” มาเป็นเวลานาน
“ถ้าทำเฟอร์รารี่ทองละก็คงจะแป้ก แต่พอใช้ทองคำในสินค้าเทคโนโลยีชั้นสูงแบบนี้ ทำให้ดูเข้าท่ามากขึ้นสำหรับลูกค้ารุ่นใหม่” สก็อต ทอมป์สัน กรรมการผู้จัดการแห่ง แอสต์ลีย์ คลาร์ค บริษัทค้าปลีกเครื่องประดับในอังกฤษ กล่าว “นับว่าเป็นการพัฒนาในทางบวกอย่างแน่นอน”
ทั้งนี้ การเปลี่ยนค่านิยมของผู้บริโภคดังกล่าว ไม่ใช่มีแต่แอปเปิ้ลเท่านั้นที่กล้าทำ และทำได้ดี หากแต่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต ที่วัฒนธรรมป๊อปและคนดังต่างๆ ส่งผลสะเทือนวงการแฟชั่นเครื่องประดับ
นอกจากนี้ อีกข้อหนึ่งที่แอปเปิ้ลกล้าที่จะทำก็คือ กล้าให้เกียรติผู้ใช้ ด้วยการยอมให้ผู้ใช้ได้เป็น “ตัวของตัวเอง” และพร้อมยืนหยัด “รักษาความลับ” ให้ผู้ใช้
ความเป็นตัวของตัวเอง เห็นได้จากที่หน้าปัดนาฬิกาของ แอปเปิ้ลวอตช์ นั้น สามารถปรับเปลี่ยนได้ถึงล้านรูปแบบ ตั้งแต่แบบคลาสสิก มีเข็มนาฬิกาเดินวนเป็นวงกลม ที่ใช้กันมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าเหา ไปจนถึงรูปแบบ มิกกีเมาส์ ตัวการ์ตูนดังซึ่งเป็นแมสคอตของดิสนีย์ที่คนทั่วโลกต้องรู้จัก
อีกทั้ง ทิม คุก ก็ประกาศจุดยืนชัดเจนว่าจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหน แม้กระทั่งรัฐบาลสหรัฐเอง เข้ามายุ่มย่ามกับข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า
ดิ อินเทอร์เซ็ปต์ สื่อออนไลน์รายงานอ้าง เอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน อดีตเจ้าหน้าที่หน่วยสืบราชการลับกลางแห่งสหรัฐ (ซีไอเอ) ระบุว่า ซีไอเอเคยพยายามเจาะระบบรักษาความปลอดภัยเข้าดูข้อมูลผู้ใช้งานของแอปเปิ้ล เนื่องจากแอปเปิ้ลไม่มีนโยบายให้ความร่วมมือในการเปิดเผยข้อมูลผู้ใช้งานแก่ทางการ แม้จะเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศก็ตาม
“เราไม่อ่านอีเมล ไม่อ่านเมสเซจของลูกค้า เราพร้อมยอมทำแบบนั้น” คุก ประกาศกับ บีไอแอลดี หนังสือพิมพ์เยอรมัน เมื่อไม่นานมานี้ “ผมยังไม่อยากให้ใครมาอ่านของผมเลย!”
ด้วยแนวทางข้างต้น ส่งผลให้บรรดานักวิเคราะห์ต้องออกปากว่า แอปเปิ้ลมีแววชนะขาดลอย ชนิดที่ เจมส์ แมคควิวีย์ นักวิเคราะห์แห่งฟอร์เรสเตอร์ บริษัทวิจัยตลาดและเทคโนโลยี ลั่นวาจาเอาไว้เลยว่า
“แอปเปิ้ลจะขายสินค้าได้มากกว่าบริษัทเหล่านั้นทั้งหมดรวมกันในปี 2015”







