
เปิดยุทธศาสตร์รับเหมาไทยผงาดอาเซียน
ไทยถือว่ามีโอกาสค่อนข้างสูงในการเข้าไปรับงานในประเทศกลุ่มซีแอลเอ็มวี
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
ในช่วงที่อาเซียนกำลังเร่งลงทุนสาธารณูปโภค พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของตัวเองให้แข็งแกร่ง พร้อมรองรับการเชื่อมโยงด้านคมนาคมระหว่างประเทศต่างๆ ในภูมิภาค นับเป็นโอกาสอันดีของบริษัทรับเหมาก่อสร้างสัญชาติไทยที่จะออกไปรับงานจากทั้งภาครัฐและเอกชนในตลาดประเทศเพื่อนบ้าน
มงคล พีรศานติกุล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการตลาด บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ เล่าว่า บริษัทของเขามีประสบการณ์เข้าไปรับงานก่อสร้างถนน สะพาน โรงไฟฟ้า ตลอดจนสาธารณูปโภคอื่นๆ ในประเทศเพื่อนบ้านแล้วนานกว่า 10 ปี โดยเคยเข้าไปรับงานทั้งในลาว กัมพูชา และเวียดนาม
สำหรับประสบการณ์ในลาว เคยรับงานก่อสร้างถนนสาย R3 ช่วงที่ 2 (ช่วงตรงกลาง) ซึ่งเป็นส่วนที่ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) เข้าไปสนับสนุนให้แก่ลาว ระยะทางประมาณ 80 กิโลเมตร โครงการทำถนนในเวียงจันทน์ และโครงการโรงไฟฟ้าขนาด 14 เมกะวัตต์ ขณะที่ในกัมพูชาเคยรับงานก่อสร้างถนนหลายสาย เช่น ถนนในเกาะกง ถนนหมายเลข 5 รวมถึงก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำสาขาของแม่น้ำโขงสะพานหนึ่ง
งานแต่ละโครงการมีรูปแบบการรับงานแตกต่างกัน ได้แก่ 1.เป็นโครงการที่บริษัทประมูลเองจากภาครัฐของประเทศนั้นๆ 2.เป็นโครงการที่บริษัทเป็นผู้รับเหมาช่วง (Sub-Contractor) ให้กับบริษัทอื่นอีกทอดหนึ่ง 3.เป็นโครงการที่รับจากหน่วยงานที่เข้าไปสนับสนุนการลงทุนของประเทศนั้นๆ อาทิ เอดีบี สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (สพพ.)
มงคล เล่าว่า การเข้าไปรับงานแต่ละรูปแบบ มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป เช่น หากประมูลงานจากรัฐบาลบางประเทศ อาจต้องยอมรับความเสี่ยงด้านการเงิน การเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า ซึ่งมีโอกาสส่งผลกระทบต่อต้นทุนดำเนินการของบริษัทด้วย ในทางตรงกันข้าม หากเป็นเพียง Sub-Contractor หรือรับงานจากหน่วยงานที่เข้าไปสนับสนุนการลงทุนของประเทศนั้นอีกทอดหนึ่ง ก็จะช่วยให้มีความมั่นคงด้านการเงินมากกว่า
อย่างไรก็ดี ประเด็นสำคัญที่สุดที่เนาวรัตน์พัฒนาการใช้พิจารณา คือความมั่นคงทางการเงินหลังเข้าไปดำเนินโครงการ ดังนั้น งานบางโครงการของภาครัฐก็อาจไม่ยื่นประมูล
“เราเป็นบริษัทค่อนข้างใหญ่ ต้นทุนสูงกว่าบริษัทขนาดเล็ก บางโครงการถ้าเราประเมินแล้วว่าเป็นงานทั่วไป บริษัทขนาดเล็กหรือบริษัทท้องถิ่นในประเทศของเขาสามารถทำได้ เราก็ไม่ไป”
ในอนาคต เขาอยากให้รัฐบาลเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนหลายด้าน เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่บริษัทเอกชนที่จะออกไปรับงานก่อสร้างในประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น ทั้งการสนับสนุนข้อมูลบริษัทท้องถิ่นและกฎระเบียบด้านการลงทุนและการก่อสร้างในแต่ละประเทศ
ที่สำคัญ ต้องเข้ามาสนับสนุนด้านการเงินมากขึ้น เพราะถือเป็นอุปสรรคหลักเมื่อจะออกไปประมูลงานในต่างประเทศ เช่น หากจะไปยื่นประมูลรับงานในประเทศเพื่อนบ้าน จะต้องมีหนังสือค้ำประกันยื่นซองประกวดราคา (Bid Bond) จากสถาบันการเงิน แต่เมื่อมาขอจากธนาคารในไทยกลับต้องใช้เวลาพิจารณานาน ค่าธรรมเนียมก็สูงประมาณ 1.0-1.5% ขณะที่ประเทศอื่นๆ จะมีค่าธรรมเนียมไม่ถึง 1%
“ช่วงแรกที่เราออกไปประเทศเพื่อนบ้าน เราก็ล้มลุกคลุกคลานเหมือนกัน เพราะรัฐบาลของเราไม่ค่อยให้ความช่วยเหลือ จึงอยากให้รัฐบาลเข้ามาช่วยภาคเอกชนมากขึ้น”
สำหรับบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์ในประเทศเพื่อนบ้าน มงคล แนะนำว่า อาจลองเข้าไปร่วมงานกับหน่วยงานของไทย เช่น สพพ.ก่อนในโครงการแรกๆ เพราะมั่นใจได้มากกว่าออกไปเสี่ยงในประเทศเพื่อนบ้านเอง รวมถึงการหาพาร์ทเนอร์ท้องถิ่นก็ยังมีความเสี่ยงด้วย
ทั้งนี้ บริษัทประเมินว่า เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศต่างๆ ในอาเซียน ไทยถือว่ามีโอกาสค่อนข้างสูงในการเข้าไปรับงานในประเทศกลุ่มซีแอลเอ็มวี เนื่องจากมีต้นทุนที่ดี ได้รับความเชื่อถือจากเพื่อนบ้าน อย่างไรก็ตาม ยังมีคู่แข่งที่น่ากลัวคือจีน
“ตอนนี้แต่ละประเทศกำลังเร่งพัฒนาตัวเอง เราเองก็พยายามมองพม่าอยู่ หลังจากนี้พยายามจะออกไปรับงานในประเทศเพื่อนบ้านให้มากเท่าที่จะมากได้”







