
น้ำมันดิ่งแรงสุดในรอบ 4 ปี เหตุสหรัฐโหมขุด ‘เชลล์ออยล์’
ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
ภาวะน้ำมันราคาตกต่ำกลายเป็นประเด็นถกเถียงสำคัญของการประชุมองค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) เมื่อวันที่ 27 พ.ย.ที่ผ่านมา หลังจากราคาน้ำมันปรับตัวลดลงต่ำสุดในรอบ 4 ปี โดยราคา
น้ำมันดิบเวสต์เทกซัสของสหรัฐปรับตัวลง 1.1% มาอยู่ที่ 72.90 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
สื่อทุกสำนักวิเคราะห์ไปทางเดียวกันว่า ปัจจัยที่ทำให้ราคาน้ำมันดิ่งลงเกิดจากภาวะสหรัฐ ซึ่งเป็นชาติผู้บริโภคน้ำมันเป็นอันดับ 1 สามารถเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันภายในประเทศได้จำนวนมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยข้อมููลจากสำนักสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐ (อีไอเอ) ฉายภาพให้เห็นว่า สหรัฐสามารถผลิตน้ำมันได้ในปริมาณ 8.6 ล้านบาร์เรล/วัน ในช่วงเดือน ส.ค.ปีนี้ สูงกว่าในปี 2010 ที่อัตรา 5.4 ล้านบาร์เรล/วัน
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลให้ปริมาณการผลิตน้ำมันเมืองลุงแซมมีปริมาณเพิ่มสูงสุดตั้งแต่ปี 1986 และปริมาณน้ำมันที่ผลิตได้ในสหรัฐก็คิดเป็นสัดส่วนราว 10% ของปริมาณการผลิตน้ำมันทั้งหมดบนโลก
ทั้งนี้ ศักยภาพในการผลิตน้ำมันของสหรัฐเพิ่มสูงขึ้น จากธุรกิจเอกชนด้านพลังงานที่เข้าไปลงทุนอย่างหนักในเทคโนโลยีการขุดเจาะแบบใหม่ ที่ใช้แรงดันน้ำอัดฉีดเข้าไปในชั้นหินและขุดเจาะแนวนอน ส่งผลให้สหรัฐสามารถปลดล็อกนำทรัพยากรน้ำมันในชั้นหินดินดาน (เชลล์ออยล์) มาใช้ประโยชน์ได้ จากแหล่งขนาดใหญ่ในรัฐนอร์ทดาโคตา เทกซัส และเพนซิลเวเนีย
ปริมาณการผลิตน้ำมันในสหรัฐยังเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันบรรดาประเทศผู้ผลิตน้ำมัน อาทิ ลิเบีย และอิรัก ก็กำลังพิจารณาเพิ่มกำลังการผลิตภายในประเทศ หลังจากที่เหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองและการทหารเริ่มคลี่คลาย
พร้อมกันนี้ ความต้องการบริโภคน้ำมันในตลาดโลกกลับสะดุดตัวลง โดยจีนซึ่งเป็นชาติที่มีสัดส่วนการบริโภคน้ำมันเป็นอันดับ 2 ของโลก มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้ชะลอตัวมากที่สุดตั้งแต่ปี 1990 ขณะที่เศรษฐกิจของกลุ่มยูโรโซนกำลังสุ่มเสี่ยงที่จะจมสู่ภาวะถดถอย ส่งผลให้ความต้องการบริโภคน้ำมันลดลง
ดังนั้น ผลกระทบจากปริมาณน้ำมันล้นตลาด ซึ่งเกิดขึ้นขณะเดียวกับที่ความต้องการน้ำมันดิ่งตัวลง ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงอย่างเห็นได้ชัดถึงราว 30% ในระยะเวลาเพียง 5 เดือน นับเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในช่วง 4 ปี ขณะที่โลกกำลังฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจซบเซาหลังวิกฤตการเงินปี 2009
อีไอเอ วิเคราะห์ว่า เทคโนโลยีในการชุดเจาะเชลล์ออยล์ขึ้นมาใช้ได้ กลายเป็นปัจจัยใหม่ในการกำหนดทิศทางราคาน้ำมันโลก อีกทั้งปริมาณน้ำมันที่ขุดเจาะอาจเพิ่มขึ้นในปีหน้าจากการพัฒนาศักยภาพในการขุดเจาะและการก่อสร้างแท่นขุดเจาะแห่งใหม่ในสหรัฐ ส่งผลให้นักวิเคราะห์หลายสำนักคาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันอาจปรับตัวลดลงได้ต่ำสุดถึง 60 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
อย่างไรก็ดี สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) ที่กรุงปารีส ฝรั่งเศส กลับวิเคราะห์ว่า แหล่งทรัพยากรใหม่ในสหรัฐจะมีอายุเพียง 10 ปีเท่านั้น และยากที่จะขุดนำมาใช้อย่างเต็มที่







