
ผวาน้ำมันร่วงเสี่ยงเงินฝืด
ราคาพลังงานลดฮวบกระทบศก.ไม่โตคาดเงินเฟ้อโลกปีหน้าอยู่ที่1.7%
ราคาพลังงานลดฮวบกระทบศก.ไม่โตคาดเงินเฟ้อโลกปีหน้าอยู่ที่1.7%
กูรูชี้ การปรับตัวลดลงของราคาน้ำมัน ทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเงินฝืดมากขึ้น
บลูมเบิร์ก เปิดเผยรายงานเชิงวิเคราะห์ว่า ราคาน้ำมันที่อยู่ในช่วงขาลงทั่วโลกขณะนี้ กำลังจะสร้างปัญหาให้กับบรรดาธนาคารกลางทั่วโลก เนื่องจากราคาน้ำมันอาจเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้เกิดภาวะเงินฝืดขึ้นในเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงอยู่แล้ว
กุสตาโว ไรส นักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารแบงก์ ออฟ อเมริกา ยืนยันว่า หากราคาน้ำมันลดลง 20% อาจส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อโลกลดลง 0.5% ในปี 2015
“การปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องของราคาพลังงานและราคาสินค้าเกษตร จะเป็นปัจจัยหลักที่กดดันไม่ให้เงินเฟ้อโตขึ้น” ไรส กล่าว
ก่อนหน้านี้ ราคาน้ำมันดิบที่ตลาดเบรนต์ทะเลเหนือปรับตัวลดลงถึง 27% เมื่อเทียบกับเดือน มิ.ย. ซึ่งนับว่าเป็นราคาที่ต่ำที่สุดในรอบ 4 ปี
ทั้งนี้ โดยปกติราคาน้ำมันที่ลดลงจะทำให้ราคาสินค้าถูกลงตามไปด้วย ซึ่งเป็นการกระตุ้นความต้องการสินค้าเพิ่มสูงขึ้น และส่งผลให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
ในทางกลับกัน ต้นทุนด้านพลังงานที่ไปกดดันราคาสินค้าให้ถูกลง กลับกระตุ้นให้เกิดภาวะเงินฝืดได้เช่นกัน โดยเฉพาะในกรณีที่เศรษฐกิจมีการใช้จ่ายน้อยจนเสี่ยงต่อภาวะเงินฝืดอยู่แล้ว
ขณะเดียวกัน สอดรับกับความเห็นของ มาริโอ ดรากี ผู้ว่าการธนาคารยุโรป (อีซีบี) ที่ระบุว่า ราคาพลังงานและอาหารที่ปรับตัวลดลงอย่างมาก ทำให้อัตราเงินเฟ้อในยุโรปเติบโตช้าที่สุดในรอบ 5 ปี
ขณะที่ แอนดรูว์ เคนนิงแฮม นักเศรษฐศาสตร์ของแคปปิตอล อีโคโนมิกส์ บริษัทที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจในอังกฤษ แสดงความเห็นว่า ราคาน้ำมันที่ลดลงส่งผลดีต่อเศรษฐกิจสหรัฐ แต่กระนั้นก็อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ตัดสินใจดำเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ำต่อไป
ด้าน ธนาคารแบงก์ ออฟ อเมริกา เปิดเผยการคาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อโลกในปี 2015 จะอยู่ที่ 1.7% ซึ่งเป็นอัตราเดียวกับช่วงปี 2009 จากในปัจจุบันที่อยู่ในระดับ 2.2%
อย่างไรก็ตาม ฮารุฮิโกะ คุโระดะ ผู้ว่าการธนาคารญี่ปุ่น แสดงความเห็นว่า น้ำมันราคาถูกนับเป็นข่าวดีสำหรับเศรษฐกิจญี่ปุ่น เนื่องจากแดนปลาดิบต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจำนวนมาก หลังจากตัดสินใจปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั่วประเทศ
วันเดียวกัน อัตราเงินเฟ้อจีนปรับตัวลดลงอยู่ที่ 1.6% ลดลงจากเดือน ส.ค. ที่ 2% และต่ำที่สุดตั้งแต่เดือน ม.ค. 2010 นับเป็นการส่งสัญญาณภาวะเงินฝืดในแดนมังกรเลยทีเดียว







