
จับ 3 ชีพจรฉุดน้ำมันโลกดิ่งยาว
น้ำมันโลกส่อขาลงยาวนาน หลังเศรษฐกิจจีนยังส่งสัญญาณอ่อนแอ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
น้ำมันโลกส่อขาลงยาวนาน หลังเศรษฐกิจจีนยังส่งสัญญาณอ่อนแอ สหรัฐลิเบียเดินหน้าผลิตน้ำมันเพิ่มมากขึ้น พาประเทศส่งออกน้ำมันอ่วม
ต้องยอมรับว่า นับตั้งแต่ช่วงต้นปีจนถึงขณะนี้ ราคาน้ำมันโลกแทบไม่ผงกหัวขึ้นแม้แต่น้อย โดยแม้ว่าในช่วงเดือน มิ.ย. ราคาน้ำมันจะดีดตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบปี เนื่องจากความวิตกกังวลของตลาดว่า กลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอเอส) อาจจะบุกเข้ายึดบ่อน้ำมันในอิรัก จะส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น ทว่าสุดท้ายแล้วผลกระทบดังกล่าวกลับไม่ได้เป็นปัจจัยมากนัก
ไม่เพียงเท่านั้น หลังจากนั้นราคาน้ำมันกลับยิ่งปรับตัวลดลงไปอีก ทั้งน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสและน้ำมันดิบเบรนต์ ซึ่งปัจจัยนั้นก็มาจากหลายปัจจัยด้วยกันที่ยังเป็นปัจจัยกดดันราคาน้ำมันให้ลดลงต่ำต่อเนื่อง โดยขณะนี้นั้นราคาน้ำมันดิบทั้งสองตัวต่างปรับลดลงไปอยู่ระดับที่ต่ำกว่า 100 เหรียญสหรัฐแล้ว
ปัจจัยแรก เศรษฐกิจแดนมังกรที่ยังคงส่งสัญญาณชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในไตรมาส 2 ที่อยู่ที่ 7.5% ที่แม้ว่าจะเป็นตัวเลขที่อยู่ในระดับสูง แต่ส่วนหนึ่งก็ต้องยอมรับว่า มาจากการกระตุ้นเศรษฐกิจของทางการจีน
ในขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (พีเอ็มไอ) ภาคการผลิต โดยเอชเอสบีซีในเดือน ส.ค. ปรับตัวแตะระดับต่ำที่สุดในรอบ 3 เดือน ไปอยู่ที่ 50.2 จุด ส่วนตัวเลขการนำเข้าในเดือน ส.ค. ก็ปรับตัวอ่อนแอลงเช่นกัน ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความต้องการและการบริโภคภายในประเทศที่ไม่แข็งแกร่ง
ปัจจัยที่สอง ที่มีแนวโน้มส่งผลกระทบทางลบต่อราคาน้ำมัน มาจากความสามารถที่มากขึ้นของสหรัฐมีวิธีในการสกัดน้ำมันดิบออกมาจากแหล่งชั้นหินดินดาน (เชลล์ออยล์) โดยในช่วงเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา สหรัฐผลิตน้ำมันได้เฉลี่ยถึง 8.5 ล้านบาร์เรล/วัน จากช่วงต้นปีที่อยู่ที่ 5 แสนล้านบาร์เรล/วันเท่านั้น ซึ่งความสามารถในการผลิตที่มากขึ้นนั้นส่งผลทำให้การนำเข้าลดลง และทำให้อุปทานน้ำมันโลกเพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน แบงก์ ออฟ อเมริกา คอร์ป ประเมินว่า สหรัฐจะยังครองแชมป์ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลกในปีนี้ หลังจากที่องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) ระบุเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมาว่า สหรัฐเป็นผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวรายใหญ่ที่สุดของโลกในปีที่แล้ว โดยผลิตได้มากกว่าซาอุดิอาระเบียและรัสเซียเสียอีก ที่นับว่าเป็นการสะท้อนถึงศักยภาพในการผลิตน้ำมันของสหรัฐที่มากขึ้นอย่างมาก
ปัจจัยที่สาม คือ การผลิตน้ำมันของลิเบีย หนึ่งในประเทศขององค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ที่มีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ลิเบียประสบกับปัญหาสงครามกลางเมืองที่ส่งผลกระทบต่อการผลิตน้ำมัน
ทว่า ในเดือน ส.ค. ลิเบียสามารถผลิตน้ำมันได้ราว 5.38 แสนบาร์เรล/วัน ส่วนในขณะนี้บริษัทน้ำมันแห่งชาติลิเบีย ระบุว่า สามารถผลิตได้มากกว่า 8 แสนบาร์เรล/วัน และจะสามารถพุ่งไปมากกว่า 1 ล้านบาร์เรล/วัน ในเดือน ต.ค.นี้
ยิ่งไปกว่านั้น จากการคาดการณ์ของมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส สถาบันจัดอันดับเครดิตชื่อดังยังประเมินด้วยว่า ในปี 2015 ราคาน้ำมันดิบเบรนต์จะลงไปอยู่ที่ 90 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ขณะที่น้ำดับดิบเวสต์เทกซัสจะลงไปอยู่ที่ 85 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลเท่านั้น
แน่นอนว่า จากราคาของน้ำมันที่ปรับตัวลดลง ย่อมจะส่งผลต่อกลุ่มประเทศที่ผลิตน้ำมันเป็นลูกโซ่ต่อไป โดย สตีฟ เลอวีนผู้สื่อข่าวที่เชี่ยวชาญทางด้านพลังงานและน้ำมันจากควอทซ์ เว็บไซต์ข่าวด้านเศรษฐกิจ ระบุว่า ประเทศเหล่านี้จะต้องเผชิญปัญหา เนื่องจากว่าประเทศเหล่านี้ต้องพึ่งพาน้ำมันราคาสูงเพื่อช่วยอุดงบประมาณขาดดุลของประเทศ
ยกตัวอย่างเช่น อิหร่าน ที่ต้องการราคาน้ำมันให้พุ่งไปอยู่ที่ 136 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เพื่อชดเชยกับค่าใช้จ่ายสาธารณะ ส่วนประเทศอื่นๆ อย่างเช่น ไนจีเรีย เอกวาดอร์ เวเนซุเอลา และอิรักเอง ก็เสี่ยงต่อปัญหาทางด้านงบประมาณ เนื่องจากจุดคุ้มทุนนั้นอยู่สูงกว่าสภาพความเป็นจริงของราคาน้ำมันในขณะนี้
ส่วนอีกหนึ่งประเทศที่มองข้ามไม่ได้ว่ามีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบก็คือ รัสเซีย โดย เลอวีน ประเมินว่า รัสเซียนั้นต้องการราคาน้ำมันให้อยู่ที่ 110117 เหรียญสหรัฐ ทว่าด้วยราคาน้ำมันเช่นนี้อาจจะยิ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจรัสเซีย ที่ขณะนี้เจอผลกระทบอย่างหนักจากการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกให้ย่ำแย่ลงไปอีก







