
ผวาฟองสบู่จีนร้ายแรงกว่าซับไพรม์
รัฐเอาจริงปฏิรูปกฎหมายภาษี
เล็งรีดภาษีที่อยู่อาศัยครั้งแรก
โพสต์ทูเดย์
— ธนาคารกลางจีนออกโรงเตือนปัญหาฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ รุนแรงกว่าวิกฤตซับไพรม์ในสหรัฐเอเอฟพีรายงานอ้างคำกล่าวของ หลี่ เต้ากุย หนึ่งในคณะกรรมการกำกับดูแลด้านนโยบายของธนาคารกลางจีน ซึ่งออกโรงเตือนเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. ว่า ปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีนนั้น รุนแรงยิ่งกว่าเมื่อเทียบกับของสหรัฐ ในช่วงก่อนเผชิญวิกฤตการณ์เศรษฐกิจโลก และยังอาจนำไปสู่ความไม่พอใจในสังคมขึ้นได้
“
ปัญหาในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของจีนถือเป็นเรื่องใหญ่มาก โดยรุนแรงกว่าในสหรัฐและอังกฤษช่วงก่อนเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงิน และยังเป็นมากกว่าแค่ปัญหาฟองสบู่” เอเอฟพีอ้างคำกล่าวของหลี่ เต้ากุย ซึ่งให้สัมภาษณ์ลงในหนังสือพิมพ์ ไฟแนนเชียล ไทมส์ทั้งนี้ ความเห็นดังกล่าวมีขึ้นก่อนที่มุขมนตรีของจีนเตรียมประกาศมาตรการปฏิรูปภาษีอสังหาริมทรัพย์ในประเทศ ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณอย่างเป็นทางการครั้งแรกของรัฐบาลกรุงปักกิ่ง ที่จะจัดเก็บภาษีอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยเพื่อควบคุมความร้อนแรงของราคาอสังหาริมทรัพย์
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลจีนได้เสนอมาตรการต่างๆ มาแล้วเพื่อลดความร้อนแรงในตลาด อาทิ ควบคุมการปล่อยเงินกู้สำหรับผู้ซื้อบ้านหลังที่สาม และลดสัดส่วนการจ่ายเงินดาวน์บ้านหลังที่สอง
สำหรับการปฏิรูปภาษีอสังหาริมทรัพย์ล่าสุด ด้วยการจัดเก็บภาษีบ้านนั้น คาดว่าจะช่วยควบคุมการเก็งกำไรและยังช่วยเพิ่มรายได้ของทางการท้องถิ่นด้วย หลังจากที่วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจทั่วโลกฉุดการลงทุนในจีนลดลงตามไปด้วยในปีที่ผ่านมา โดยเอเอฟพีคาดว่าจะเริ่มนำร่องในกรุงปักกิ่ง นครเซี่ยงไฮ้ เมืองฉงชิ่ง และเมืองเสิ่นเจิ้นทางตอนใต้ ภายในช่วงปลายเดือน มิ.ย.นี้ โดยพื้นที่ดังกล่าวล้วนเป็นเมืองที่มีราคาอสังหาริมทรัพย์แพงที่สุด
ปัจจุบันจีนยังไม่มีการจัดเก็บภาษีบ้าน และมีเพียงการจัดเก็บภาษีอสังหาริมทรัพย์เฉพาะประเภทเพื่อการพาณิชย์ 1.2% ของอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ราว 70
– 90% ในประเทศนอกจากนี้ มุขมนตรีจีนยังอนุมัติแผนการสนับสนุนที่จะลดสัดส่วนเงินลงทุนของรัฐในภาคการลงทุนทั่วไป เพื่อช่วยลดความร้อนแรงในภาคอสังหาริมทรัพย์ลงอีกทางหนึ่งด้วย
หลี่ เต้ากุย กล่าวด้วยว่า มาตร การควบคุมความร้อนแรงจากภาครัฐนั้น จำเป็นต้องอยู่ในแผนระยะยาว เพื่อให้สามารถควบคุมความร้อนแรงของตลาดอสังหาริมทรัพย์จีนได้อย่างแท้จริง พร้อมยังเตือนว่าราคาบ้านที่แพงเกินไปนั้นยังเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของชุมชนเมือง โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเริ่มสร้างตัว







