
เสริมแกร่งไทยในเวทีโลก
10 กว่าปีมานี้ ทุกท่านเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรในประเทศ ในภูมิภาค ตลอดจนบนโลกของเราบ้าง
โดย...อภิรดี ตันตราภรณ์ ประธานบริหารสถาบันนานาชาติเพื่อเอเชียแปซิฟิกศึกษา มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
10 กว่าปีมานี้ ทุกท่านเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรในประเทศ ในภูมิภาค ตลอดจนบนโลกของเราบ้างคะ
เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา สถาบันได้เข้าร่วมสัมมนาหัวข้อ “ความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก: การรักษาเสถียรภาพและการเติบโตอย่างยั่งยืน” ณ เขตปกครองพิเศษฮ่องกง ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเตรียมรับมือความเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก ในภาวะที่อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและความต้องการนำเข้าสินค้าทั่วโลกมีแนวโน้มชะลอตัวลง
ที่ประชุมหยิบยกหลายประเด็นที่น่าสนใจขึ้นมาคุยกันค่ะ เช่น การสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจในยุคปัจจุบัน ที่ประชุมมองว่าต้องหันมาใส่ใจเรื่องการอำนวยความสะดวกทางการค้า (Trade Facilitation) มากขึ้น แทนที่จะมัวสนใจเรื่องลดภาษีนำเข้าอย่างเดียวเหมือนที่ผ่านมา สอดคล้องกับข้อมูลจาก World Economic Forum ที่ระบุว่า การลดอุปสรรคทางการค้าภายในห่วงโซ่อุปทาน ช่วยให้จีดีพีของโลกโตขึ้นได้ถึง 5% และทำให้การค้าระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นมากถึง 15%
ขณะเดียวกันก็คุยถึงทิศทางการแข่งขันรูปแบบใหม่ๆ ภายใต้โลกาภิวัตน์ การแข่งขันในตอนนี้ไม่ใช่เพียงการแย่งตลาด แต่ต้องร่วมกันผลิตด้วย เพราะโลกของเราเดินทางสู่ยุค Global Supply Chain แล้ว
ตัวฮ่องกงเองมองว่า จุดแข็งของเขาคือความพร้อมในประเทศ เช่น โครงสร้างพื้นฐาน ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ระบบการชำระเงิน ตลอดจนความใกล้ชิดกับจีน ทำให้เขาเป็นศูนย์กลางของ Global Supply Chain ได้
อย่างไรก็ตาม ฮ่องกงเองก็ยังหวั่นๆ กับการเติบโตของเมืองเศรษฐกิจในจีน เช่น เซี่ยงไฮ้ เซียะเหมิน กวางเจา เพราะจะทำให้จีนพึ่งพาฮ่องกงน้อยลง ขณะเดียวกันห่วงโซ่อุปทานจะมีแนวโน้มอิงกับเสถียรภาพและความพร้อมในประเทศด้านต่างๆ ทั้งการเมือง ปัญหาสังคมมากขึ้น ภาครัฐและเอกชนของฮ่องกงจึงหันมาใส่ใจประเด็นเหล่านี้เพิ่มเติม
กล่าวถึงเสถียรภาพและความพร้อมในประเทศแล้ว ก่อนหน้านี้สัก 10 กว่าปี ประเทศไทยของเราก็ขึ้นชื่อในมุมมองของต่างชาติว่า เป็นประเทศที่มีความแข็งแกร่งภายในมากที่สุดในอาเซียน แต่ในช่วง 10 ปีนี้กลับเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม
ไทยกลายเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อว่า ภายใน “ไม่มั่นคง”
มี 2 ประเด็นใหญ่ที่ทำให้เขามองว่าเราไม่มั่นคงค่ะ 1.เสถียรภาพทางการเมือง ประเทศเราเปลี่ยนรัฐบาลบ่อย มีชุมนุมประท้วงต่อเนื่อง 2.การบริหารจัดการในประเทศ เราถูกมองว่าไม่ได้แก้ไขและจัดการเรื่องต่างๆ อย่างจริงจัง ทั้งการจัดการปัญหาน้ำท่วม ภัยธรรมชาติ ตลอดจนเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน และเรื่องคอรัปชั่น
ภาคราชการซึ่งถือเป็นกลไกหลักหนึ่งในการบริหารจัดการประเทศอ่อนแอลงเรื่อยๆ ในช่วงหลายปีมานี้ เนื่องจากภาคการเมืองไม่มองคนที่ผลงาน แต่เลือกให้รางวัลคนที่ใกล้ชิดหรือคนที่สนองต่อการเมือง ที่สำคัญ ผู้บริหารจากภาคการเมืองหลายคนไม่ได้สนใจบริหารกระทรวงของตัวเองอย่างเต็มที่ ทำให้ปัญหาหลายประการที่หมักหมมมานาน ถึงคราวระเบิดขึ้นดังที่พบเห็น ทั้งเรื่องแรงงาน เรื่องการค้าขายสินค้าต้องห้าม ได้แก่งาช้าง
เรียกความเชื่อมั่นของประเทศกลับคืนมา เราจึงต้องเร่งดำเนินการ 2 เรื่องค่ะ 1.สร้างเสถียรภาพทางการเมือง และ 2.ฟื้นฟูภาคราชการให้เข้มแข็ง ให้ความสำคัญกับการผลักดันเป้าหมายต่างๆ ของประเทศอย่างแท้จริง มุ่งแก้ปัญหาทั้งหลายที่ยังคงซุกอยู่ใต้พรม
ทำงานหนัก ฟื้นฟูตัวเองให้เข้าสู่สนามการแข่งขันและเป็นส่วนหนึ่งของ supply chain ให้ทันในกระแสโลกาภิวัตน์ ก่อนที่เราจะก้าวเข้าสู่เออีซี ในเร็ววันนี้







