
เยอรมนีคว้าแชมป์เวิลด์คัพยิ่งเสริมแกร่งแบรนด์ "เมด อิน เยอรมนี"
การคว้าชัยชนะของทีมฟุตบอลเยอรมนีในมหกรรมการแข่งขันฟุตบอลโลกในปีนี้นั้นจะยิ่งส่งเสริมแบรนด์ “เมด อิน เยอรมนี” ให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
การคว้าชัยชนะของทีมฟุตบอลเยอรมนีในมหกรรมการแข่งขันฟุตบอลโลกในปีนี้นั้นจะยิ่งส่งเสริมแบรนด์ “เมด อิน เยอรมนี” ให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น
สถาบันวิจัย พรอกนอส เอจี ในเยอรมนี ระบุว่า เศรษฐกิจของเยอรมนีจะได้อานิสงส์จากชัยชนะของทีมฟุตบอลในครั้งนี้ไม่น้อย โดยจะเป็นแรงดึงดูดให้บรรดานักช็อปเลือกซื้อสินค้า “เมด อิน เยอรมนี” มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
“แน่นอนว่าแบรนด์ เมด อิน เยอรมนี มีคุณค่าถึงความสำเร็จ ซึ่งที่ผ่านมาแบรนด์ของเยอรมนีได้มีอิทธิพลที่เข้มแข็งขึ้นต่อการส่งออกของเยอรมนี” คริสเตียน โบลฮอฟฟ์ ผู้อำนวยการจัดการของพรอกนอส ซึ่งมีสำนักงานในกรุงเบอร์ลินให้ความเห็น
เยอรมนี ถือเป็นเขตเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของยุโรป และเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดอันดับ 3 ของโลกรองจากจีนและสหรัฐ โดยสินค้าของเยอรมนีนั้นครอบคลุมไปด้วยแบรนด์ชั้นนำมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเมอร์เซเดสเบนซ์, อาดิดาส หรือ ซีเมนส์ ซึ่งแบรนด์เหล่านี้ช่วยให้มูลค่าการค้าขายของผลิตภัณฑ์จากเยอรมนีพุ่งสูงขึ้นแตะ 1.09 ล้านล้านยูโร เมื่อปีที่ผ่านมา
อย่างเช่นแบรนด์สินค้ากีฬาชื่อดังอย่างอาดิดาส ซึ่งเป็นสปอนเซอร์หลักของทีมชาติเยอรมนีนั้น เมื่อสัปดาห์ที่แล้วราคาหุ้นของอาดิดาสได้พุ่งขึ้นถึง 2.4% เป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค.ที่ผ่านมาทีเดียว
โบลฮอฟฟ์ กล่าวด้วยว่า การคว้าชัยชนะในการแข่งขันในครั้งนี้ ยังส่งผลด้านจิตวิทยาให้กับเยอรมนีในด้านความเชื่อมั่นของเยอรมนีมากขึ้นด้วย
“ในขณะที่คุณไม่อาจจะคำนวณลงไปถึงรายละเอียดได้ แต่ชัยชนะในครั้งนี้จะส่งผลในด้านบวกต่อการกระตุ้นการทำงานและความเชื่อมั่นในคุณภาพของการผลิตของเยอรมนีได้เป็นอย่างดี” โบลฮอฟฟ์ กล่าว
บลูมเบิร์ก รายงานด้วยว่า ชัยชนะของทีมฟุตบอลจากเยอรมนีในการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งที่ผ่านๆ มาในอดีตนั้นมักจะมีความสอดคล้องกับความมั่งคั่งที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจของเยอรมนีอยู่เสมอด้วย
ดังเช่นในปี 1954 ทีมฟุตบอลเยอรมนีเอาชนะทีมจากฮังการีได้ในการแข่งขันที่เมืองเบิร์น ซึ่งในขณะนั้นเป็นช่วงที่เศรษฐกิจของเยอรมนีกำลังฟื้นตัวเติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่งในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งชัยชนะจากการแข่งขันดังกล่าวยังช่วยส่งเสริมขวัญกำลังใจให้กับเยอรมนีที่เพิ่งพ่ายแพ้สงครามมาได้เป็นอย่างดี
ในปี 1974 เป็นอีกปีที่ทีมฟุตบอลจากเยอรมนีคว้าแชมป์โลกได้ ซึ่งเกิดขึ้นเพียงปีเดียวก่อนที่เยอรมนีจะกลายมาเป็นหนึ่งในประเทศผู้ก่อตั้งกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก 6 ประเทศ หรือ จี6
แม้กระทั่งในปี 1990 ที่ทีมเยอรมนีเอาชนะอาร์เจนตินาและคว้าแชมป์ได้สำเร็จอีกครั้ง หลังจากนั้นเพียง 3 ปี เศรษฐกิจเยอรมนีก็รุ่งโรจน์อย่างที่สุด โดยมีปัจจัยร่วมจากการที่เยอรมนีเพิ่งจะรวมประเทศเข้าด้วยกัน คือเยอรมนีตะวันตกและเยอรมนีตะวันออก ในวันที่ 3 ต.ค. 1990 ซึ่งส่งผลต่อขวัญและกำลังใจของคนในประเทศอย่างยิ่ง
นอกเหนือจากความสำเร็จทางด้านกีฬาในครั้งนี้แล้ว เศรษฐกิจของเยอรมนีก็กำลังมุ่งหน้าสู่ความรุ่งโรจน์ครั้งใหม่ภายใต้เป้าหมาย “ยุคทอง 2020” ซึ่ง โบลฮอฟฟ์ ให้ความเห็นว่า ในขณะนี้เยอรมนีเป็นเพียงประเทศเดียวในกลุ่มประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของยุโรปที่มีสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุด
“เศรษฐกิจของเยอรมนีจะยิ่งดีขึ้นกว่านี้เมื่อประเทศเพื่อนบ้านสามารถผ่านพ้นวิกฤตขึ้นมาได้ และแน่นอนสิ่งนั้นจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้” โบลฮอฟฟ์ กล่าว
ทั้งนี้ เศรษฐกิจเยอรมนีในไตรมาสแรกของปีนี้มีอัตราการเติบโตสูงกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ อันเป็นผลมาจากความต้องการสินค้าภายในประเทศที่แข็งแกร่งและการเติบโตของภาคก่อสร้าง ทำให้ธนาคารกลางเยอรมนีได้ปรับคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศใหม่ในปีนี้เพิ่มมาอยู่ที่ 1.9% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 1.7% ด้วย และในปีหน้าคาดว่าจะสามารถเติบโตได้ถึง 2% ทีเดียว







