
ปฏิรูปภาษี (2)
โดย...เกษมสันต์ วีระกุล
โดย...เกษมสันต์ วีระกุล
วันนี้ผมขอตั้งคำถามเพื่อการปฏิรูปภาษีต่อจากพุธที่แล้วที่ถามไว้แล้ว 4 คำถามเลยนะครับ
ห้า เมื่อเข้าสู่ AEC ไทยเราต้องปรับอัตราภาษีให้ใกล้เคียงและสามารถแข่งขันกับประเทศที่เราอยากแข่งขันด้วย เช่น สิงคโปร์และมาเลเซีย เพื่อที่จะดึงดูดให้ธุรกิจต่างชาติเขาสนใจมาลงทุนทำโรงงานหรือมาตั้งสำนักงานใหญ่ ในไทยใช่หรือไม่? ถ้าใช่ก็แปลว่ารายได้จากการจัดเก็บภาษีจะต้องลดลงในขณะที่ไทยเราต้องลงทุนอีกมากเพื่อ ยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศในหลายๆด้าน ผู้รับผิดชอบเตรียมการเรื่องการขยายฐาน การจัดเก็บภาษีอย่างเป็นรูปธรรมไว้อย่างไร?
หก ปัจจุบันอัตราภาษีนิติบุคคลและบุคคลธรรมดาของเรายังสูงกว่าประเทศคู่แข่ง แต่อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มของไทย เราต่ำกว่า ในเมื่อเราจำเป็นต้องลดอัตราภาษีบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ซึ่งจะทำให้รายได้จากการจัดเก็บภาษี หายไป ไทยเราควรจะขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเพราะยังมีช่องว่างให้ขึ้นได้ใช่หรือไม่? ถ้าใช่ ผู้รับผิดชอบรู้หรือไม่ ว่าถ้าหากไม่ปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมๆกับการปรับลดอัตราภาษีบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล การขึ้น อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มจะไม่สามารถทำได้เลย เพราะจะต้องถูกคัดค้านอย่างแน่นอน ถ้าใช่ แล้วทำไมที่ผ่านมา ผู้รับผิดชอบจึงได้แต่ลดอัตราภาษีบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล แต่ไม่ยอมขอขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มไปพร้อมๆกัน ซึ่งถ้าอธิบายดีๆ ผมคิดว่าคนไทยจะเข้าใจและรับได้ ถ้าทำพร้อมกันได้ ทุกๆ 1 เปอร์เซ็นต์ของอัตรา ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ขึ้นรัฐบาลจะมีรายได้เพิ่มขึ้น ราวๆ 40,000 ล้านบาทเลยทีเดียว
เจ็ด ผู้รับผิดชอบรู้หรือไม่ว่าตอนนี้จากบริษัทจำนวนราวๆ 330,000 กว่าบริษัท มีไม่ถึงครึ่งคือไม่ถึง 150,000 บริษัทที่เสียภาษีนิติบุคคลบริษัทที่เหลืออีกกว่า 170,000 – 180,000 บริษัทยังไม่เสียภาษี ผู้รับผิดชอบมีแผนการ อย่างไรที่จะทำให้สัดส่วนบริษัทที่เสียภาษีนิติบุคคลสูงมากกว่าบริษัทที่ไม่เสียภาษี ที่สัดส่วนเป็นเช่นนี้เพราะ เศรษฐกิจไม่ดีบริษัทเลยขาดทุนกันมาก หรือเพราะระบบการตรวจสอบบัญชีของเรายังมีช่องว่างให้บริษัทต่างๆ ทำบัญชีให้ออกมาขาดทุนได้โดยหน่วยงานจัดเก็บจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน หรือบังเอิญมีผู้รับผิดชอบด้านการจัดเก็บ ภาษีที่มีความรู้เรื่องภาษีเยอะแต่มีจริยธรรมน้อยไปคอยช่วยเป็นที่ปรึกษาคอยเปิดช่องว่างให้บริษัทต่างๆเขาหาทางทำธุรกิจได้แบบเสียภาษีน้อยๆหรือไม่ต้องเสียภาษีเลย สัดส่วนนี้ในประเทศอื่นๆเขาเป็นอย่างไร?
แปด ผู้รับผิดชอบรู้หรือไม่ว่าตอนนี้มีคนไทยเพียง 2,000,000 คนเศษเท่านั้นที่เสียภาษีบุคคลธรรมดา ที่เหลืออีกราวๆ 40,000,000 คนที่มีรายได้เหมือนกัน แต่เขาไม่เสียภาษีกัน ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? ผู้รับผิดชอบมีแนวทางแก้ไขปัญหานี้อย่างไร? เรื่องแบบนี้เป็นธรรมกับคนที่เสียภาษีอยู่ในตอนนี้หรือไม่? สัดส่วนแบบนี้ในประเทศอื่นๆเขาเป็นอย่างไร?
เก้า ผู้รับผิดชอบรู้หรือไม่ว่า การอนุญาตให้หักค่าลดหย่อนต่างๆนั้น ตัวเลขการหักค่าลดหย่อนในอดีตที่ผ่านมานั้น มันชี้ชัดเลยว่า คนได้ประโยชน์จากค่าลดหย่อนต่างๆคือคนรวยมากกว่าคนจน ผมขอยกตัวอย่างจริงๆให้ดู มีคน 3 คน นาย ก. และนาย ข.มีเงินเดือนคนละ 30,000 บาทเท่าๆกันแต่ นาย ก. เป็นคนจน มีเงินเดือนก็ใช้เดือนชนเดือน เลยไม่มีโอกาสใช้สิทธิลงทุนต่างๆเพื่อเอามาหักค่าลดหย่อน พอถึงเวลาเสียภาษี นาย ก.ต้องเสียภาษี 6,000 บาท
ต่างจาก นาย ข. ที่พอจะมีฐานะอยู่บ้างก็เลยสามารถลงทุนและเอามาหักค่าลดหย่อนได้ ปลายปี นาย ข.ไม่ต้อง เสียภาษี ส่วนนาย ค. รวยสุดมีเงินเดือน 100,000 บาท ก็เลยมีเงินเหลือลงทุน พอปลายปีนาย ค.ใช้สิทธิ หักค่าลดหย่อนเต็มที่ก็เลยไม่ต้องเสียภาษี ระบบภาษีที่คนจนเสียภาษีอยู่คนเดียวแบบนี้ประเทศไหนเขาทำกันบ้าง?
ระบบภาษีที่มีค่าลดหย่อนมากมายที่คนรวยได้ประโยชน์มากกว่าคนจน มีประเทศไหนเขาทำกันบ้าง? ถึงเวลาหรือยังที่เราจะทำให้คนเงินเดือนเท่ากันเสียภาษีเท่ากัน ทำให้ระบบภาษีให้ง่ายๆ?
นี่แค่เป็นตัวอย่างคำถามนะครับ ยังมีอีกหลายคำถามที่ควรถามถ้าคิดจะปฏิรูปภาษีกันจริงๆ ใครมีหน้าที่ก็ลองเอาไปถามผู้รับผิดชอบด้านภาษีดูนะครับ







