posttoday

ส่อง "นาคราชนคร" อสังหาฯ หมื่นล้านแดนลาว

06 มิถุนายน 2557

หลังจากบริษัท เอเอซี กรีน ซิตี้ บริษัทร่วมทุนระหว่างไทยและเกาหลีใต้ ได้รับสัมปทานจากรัฐบาลลาว ระยะเวลา 40 ปี

โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์

หลังจากบริษัท เอเอซี กรีน ซิตี้ บริษัทร่วมทุนระหว่างไทยและเกาหลีใต้ ได้รับสัมปทานจากรัฐบาลลาว ระยะเวลา 40 ปี พร้อมสิทธิต่ออายุสัมปทานอีก 40 ปี ดำเนินโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ “นาคราชนคร” บนพื้นที่ 1,200 ไร่ริมฝั่งแม่น้ำโขงในปี 2551 ขณะนี้โครงการบางส่วนเริ่มเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการแล้ว

เหมโชค สิงห์สมบุญ รองประธานกรรมการ บริษัท เอเอซี กรีน ซิตี้ เล่าว่า หลังจากทยอยเคลียร์พื้นที่และเริ่มก่อสร้างจริงในปี 2553 โครงการได้เปิดให้บริการบางกิจการแล้ว ได้แก่ กิจการโรงแรม กิจการศูนย์บันเทิง กิจการร้านค้าปลอดภาษี ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดภาพ “เมืองแฝด” ระหว่างไทยและลาวอย่างสมบูรณ์

“เราดำเนินอีกโครงการหนึ่งชื่อ นาคราชปริ๊นเซส บนพื้นที่หลายสิบไร่บริเวณอีกฟากหนึ่งของแม่น้ำโขง ใน อ.เชียงของ จ.เชียงราย ตอนนี้จึงมีโครงการที่มีลักษณะอาคารแบบเดียวกัน ตกแต่งทั้งภายนอกและภายในด้วยสีทองเหมือนกันอยู่ 2 ฟากแม่น้ำโขง”

สำหรับโครงการนาคราชนคร ตั้งอยู่เมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว ห่างจากสะพานมิตรภาพไทยลาวแห่งที่ 4 ไม่ถึง 1 กิโลเมตร และห่างจากถนนสาย R3a ซึ่งเชื่อมระหว่างไทยลาวจีน เพียง 6 กิโลเมตร มีมูลค่าโครงการรวมกว่า 300 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือมากกว่า 1 หมื่นล้านบาท

เหมโชค เล่าอีกว่า โครงการทั้งหมดที่ตกลงไว้กับรัฐบาลลาว ประกอบด้วย โรงแรม ศูนย์โลจิสติกส์ แลกเปลี่ยน และกระจายสินค้า ศูนย์รวมร้านค้าปลอดภาษี (ดิวตี้ ฟรี) ศูนย์กีฬา ศูนย์บันเทิง สถานปฏิบัติธรรม แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรม เช่น เมืองโบราณ โดยต้องพัฒนาให้เสร็จภายในปี 2563 แต่คาดว่าภายในปี 2558 ก็น่าจะพัฒนาได้ครบแล้ว ตั้งแต่เดือน ต.ค.ปีนี้ จะเปิดบริการธุรกิจจัดประชุมสัมมนาและนิทรรศการ (ไมซ์) จากนั้นในช่วงสิ้นปีจะเริ่มเปิดให้บริการธุรกิจโลจิสติกส์ และปีหน้าจะพัฒนาส่วนที่ตกค้างต่อไป

สำหรับจุดขายของโครงการ จะเน้นเรื่อง “วันสต็อปเซอร์วิส” ดึงดูดคนหลากหลายกลุ่มด้วยการอนุรักษ์แม่น้ำโขงเชิงรุก ทำให้โครงการดังกล่าว เป็นเมืองใหม่ที่ “ไม่มีโลว์ซีซั่น”

“เราไม่ต้องการให้ที่นี่เป็นเพียงสถานที่เที่ยวดูชนเผ่า วัฒนธรรมอย่างเดียวไม่สามารถดึงดูดรายได้ เราจึงพัฒนาที่นี่ให้มีครบทั้งวัฒนธรรมและเศรษฐกิจด้วยการจัดโซนนิ่งให้ดี ภายในพื้นที่ของเราจึงมีทั้งสถานปฏิบัติธรรมและศูนย์บันเทิงรวมอยู่ด้วยกันได้”

รายได้หลักของโครงการจะมาจาก 3 ธุรกิจหลัก ประกอบด้วย 1.ธุรกิจโลจิสติกส์ แลกเปลี่ยน และกระจายสินค้า 2.ธุรกิจไมซ์ และ 3.ธุรกิจท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรม

สำหรับธุรกิจโลจิสติกส์ แลกเปลี่ยน และกระจายสินค้า จะเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้สูงสุด เนื่องจากปัจจุบันการค้าชายแดนระหว่างไทย ลาว และจีน มีมูลค่าสูงและมีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว แม้จะยังไม่เปิดประชาคมอาเซียน พื้นที่ของโครงการยังมีสินค้าแบรนด์เนมทั้งจากยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ กว่า 4,000 แบรนด์รอเข้ามาจองพื้นที่จำหน่ายสินค้าอยู่แล้ว จึงเชื่อว่าที่นี่จะเป็นอีกตลาดหนึ่งที่แข่งขันกับสิงคโปร์ได้

ขณะเดียวกัน บริษัทเปิดกว้างให้ผู้ประกอบการชาวไทย ทั้งที่เป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ไปจนถึงบริษัทขนาดใหญ่ เข้ามาเจรจาใช้พื้นที่โครงการเพื่อขายสินค้าได้ ทั้งรูปแบบพื้นที่เช่าหรือหักส่วนแบ่งรายได้

ส่วนธุรกิจไมซ์ โครงการมีห้องประชุมหลายขนาด สามารถจุคนได้มากกว่า 500 คน มีห้องพักโรงแรมรวมกว่า 500 ห้อง มีพื้นที่ว่างและร้านค้าพร้อมสำหรับจัดนิทรรศการและเทศกาลต่างๆ ขณะที่ธุรกิจท่องเที่ยว ได้พัฒนาเมืองโบราณ พร้อมมีแหล่งท่องเที่ยวอีกหลากรูปแบบรองรับ

ทั้งนี้ คาดว่าจะมีทั้งชาวจีน ไทย รวมถึงชาติต่างๆ จากทั่วโลก เข้ามาใช้บริการส่วนต่างๆ ของโครงการ จนสามารถคืนทุนได้ภายใน 7 ปีนับจากนี้

อย่างไรก็ดี หลังการพัฒนาพื้นที่เสร็จสิ้นตามที่ตกลงไว้กับรัฐบาลลาวในปีหน้า จะยังมีพื้นที่โครงการที่ยังไม่ได้พัฒนาเหลืออีกหลายร้อยไร่ บริษัทจะพิจารณาสภาพตลาด เพื่อพัฒนาโครงการประเภทที่เหมาะสมเพิ่มเติมต่อไป

สำหรับโครงการนาคราชนคร ถือเป็นการต่อยอดธุรกิจในลาวของตระกูลสิงห์สมบุญ หลังจากเริ่มต้นดำเนินธุรกิจในลาวครั้งแรกเมื่อ 26 ปีที่แล้ว ด้วยการก่อตั้งธนาคารร่วมพัฒนาที่ตัวเมืองเวียงจันทน์

ข่าวล่าสุด

กทม.ลุยเอ็กซเรย์ต้นไม้ใหญ่ทั่วกรุง รับมือพายุฤดูร้อน จัดทีมฉุกเฉิน24ชม.