
จีนวอนไทยหันหน้าเจรจายันรัฐประหารไม่กระทบสัมพันธ์
ฉินกัง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน ออกแถลงการณ์แสดงความคาดหวังว่า ความร่วมมือและการสื่อสารระหว่างจีนและประเทศไทยจะยังคงดำเนินต่อไป
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ฉินกัง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน ออกแถลงการณ์แสดงความคาดหวังว่า ความร่วมมือและการสื่อสารระหว่างจีนและประเทศไทยจะยังคงดำเนินต่อไป แม้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองของไทยได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว พร้อมย้ำว่าสถานทูตจีนประจำประเทศไทยจะเปิดให้บริการตามปกติ แม้ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดว่าจีนและไทยได้มีการติดต่อกันหรือไม่
“ทางการจีนจับตาสถานการณ์ไทยอย่างใกล้ชิด และในฐานะประเทศที่มีความสัมพันธ์อันดีกับไทย จีนคาดหวังว่าทุกฝ่ายจะแสดงความอดทนอดกลั้นและแก้ไขปัญหาต่างๆ ผ่านการเจรจาหารือกัน” ฉินกัง ระบุ
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนานาประเทศ ภายหลังกองทัพไทยประกาศทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา
ทางด้านเว็บไซต์ ดิ ออสเตรเลียน เปิดเผย บทบรรณาธิการแสดงความเห็นเกี่ยวกับท่าทีเชิงลบของชาติตะวันตกที่มีต่อการทำรัฐประหารของไทย ว่า ประชาคมนานาชาติควรเพิ่มความระมัดระวังหรือ หลีกเลี่ยงการกระทำใดๆ ที่จะเติมเชื้อไฟให้สถานการณ์ในไทยปะทุรุนแรงจนนำไปสู่การเกิดสงครามกลางเมือง เนื่องจากมองว่าความมีเสถียรภาพของไทยเป็นสิ่งสำคัญ ในฐานะที่ไทยเป็นประเทศพันธมิตรที่เก่าแก่ของชาติตะวันตกหลายชาติ ซึ่งรวมถึงออสเตรเลีย
“การนำพาประเทศไทยกลับคืนสู่ประเทศพันธมิตรของชาติตะวันตกที่มีเสถียรภาพเป็นสิ่งจำเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จึงควรตระหนักถึงความสำคัญของการเดินไปข้างหน้าด้วยการกลับคืนสู่ความเป็นประชาธิปไตยมากกว่าการกระทำใดๆ ที่จะนำไปสู่การถูกโดดเดี่ยวหรือคว่ำบาตรเพิ่มเติม” บทบรรณาธิการของ ดิ ออสเตรเลียน ระบุ
บทบรรณาธิการแสดงความเห็นอีกว่า แม้ความขัดแย้งทางการเมืองที่แต่ละฝ่ายไม่ยอมประนีประนอม อาจไม่สามารถแก้ไขได้โดยง่าย แต่มองว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ไม่ควรยอมแพ้ที่จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยเพื่อยุติข้อขัดแย้ง
“วันใดที่กลุ่มคนส่วนน้อยที่มีความเห็นต่าง เริ่มเข้าใจสถานการณ์และความขัดแย้งในประเทศยุติลง วันนั้นออสเตรเลียก็พร้อมให้ความช่วยเหลือ พล.อ.ประยุทธ์” แถลงการณ์ระบุทิ้งท้าย
ด้านความเคลื่อนไหวของผลกระทบทางเศรษฐกิจ วอลสตรีท เจอร์นัล เปิดเผยบทความอ้างความเห็นของบรรดาบริษัทจัดการกองทุนต่างชาติในประเทศไทย ระบุว่า ยังคงมีความเป็นไปได้สูงที่นักลงทุนต่างชาติอาจเทขายสินทรัพย์ของไทย หากเกิดเหตุรุนแรงทางการเมืองปะทุขึ้นในอนาคต แม้ว่าขณะนี้นักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงมีความเชื่อมั่นต่อสถานการณ์ของไทยหลังมีการทำรัฐประหาร เนื่องจากมองว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวช่วยฟื้นเสถียรภาพของประเทศให้กลับคืนมาก็ตาม
รายงานอ้าง มาร์ค โมเบียส ประธานบริหาร เทมเพิลตัน อีเมอร์จิ้ง มาร์เก็ตส์ กรุ๊ป แสดงความเห็นว่า แม้ในขณะนี้จะไม่พิจารณาเทขายสินทรัพย์ในไทย แต่จะมีการเทขายทันทีหากไทยกลับเข้าสู่ภาวะกลียุคและไร้ขื่อแปในอนาคต
“แนวโน้มสถานการณ์ของไทยต่อจากนี้เริ่มสดใสขึ้น ซึ่งเป็นไปตามความต้องการของนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการเสถียรภาพในไทย เพราะในขณะนี้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง” โมเบียส ระบุ
สอดคล้องกับความเห็นของ แคทเธอรีน ยัง ผู้จัดการกองทุนฟิเดลลิตี้ เวิลด์วาย อินเวสเมนต์ มองว่า แม้ทางกองทุนจะมีความสนใจซื้อสินทรัพย์ของประเทศอื่นๆ ในเอเชียมากกว่าสินทรัพย์ของไทย แต่ก็ยังคงเดินหน้าซื้อและถือครองสินทรัพย์ของไทยต่อเนื่องไปจนกว่าเศรษฐกิจไทยจะชะลอตัวลงรุนแรงหรือเกิดเหตุปะทะนองเลือดลุกลามจนเกิดสงครามกลางเมือง
“หนึ่งในข้อดีของไทยคือ ความพร้อมทางภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่ตรงกลางของภูมิภาค เช่นเดียวกับกำลังซื้อของชนชั้นกลางที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง” ยัง ระบุ
ขณะที่ โอลิวิเยร์ เดซิเยร์ กรรมการผู้จัดการบริษัทที่ปรึกษาความเสี่ยงเอ็กซิโอมา มองว่า ภาวะไร้เสถียรภาพทางการเมืองของไทยไม่ใช่เรื่องใหม่ ส่งผลให้นักลงทุนหรือแม้แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติมองว่าสถานการณ์ในไทยยังคงเป็นไปตามปกติ
“ตราบใดที่ประเทศไทยยังคงดำเนินนโยบายที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจเพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ เม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศจะยังคงไหลเข้าประเทศอย่างต่อเนื่อง” เดซิเยร์ กล่าว







