posttoday
ต่างชาติหวั่งกองทัพพลาด ฉุดยิ้มสยามสู่สงครามกลางเมือง

ต่างชาติหวั่งกองทัพพลาด ฉุดยิ้มสยามสู่สงครามกลางเมือง

17 พฤษภาคม 2553

โพสต์ทูเดย์ — สื่อต่างชาติวิเคราะห์ท่าทีกองทัพ หากจบไม่ลงในเร็ววัน มีโอกาสเสี่ยงบานปลายสู่สงครามกลางเมือง เชื่อหมดหนทางใช้ไม้อ่อนได้แล้ว ขณะที่กลุ่มจับตาสิทธิมนุษยชนวอนยุติเขตใช้กระสุนจริง หวั่นเสี่ยงละเมิดสิทธิขั้นร้ายแรง

สำนักข่าวรอยเตอร์สได้วิเคราะห์ถึงเหตุความรุนแรงในประเทศไทยว่า หากกองทัพสามารถเข้าควบคุมสถานการณ์ได้ภายในไม่กี่วันนี้ ก็จะเป็นโอกาสดีที่สามารถจบการยึดครองสี่แยกราชประสงค์ที่กลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงปักหลักชุมนุมมาตลอด 6 สัปดาห์ที่ผ่านมาได้ ทว่าหากไม่เป็นเช่นนั้น วิกฤตการณ์อาจขยายวงรุนแรงขึ้นจนฉุดให้ประเทศไทยสุ่มเสี่ยงตกเข้าสู่สภาพสงครามกลางเมือง

บทวิเคราะห์ระบุว่า ดูเหมือนกองทัพจะประเมินการแก้สถานการณ์ของกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงต่ำเกินไป และต้องเผชิญแรงต้านอย่างหนักหน่วง เมื่อพยายามที่จะจำกัดพื้นที่การชุมนุมบริเวณสี่แยกราชประสงค์ ขณะที่การสลายผู้ชุมนุมก็ไม่ใช่เรื่องง่าย และอาจกลายเป็นการนองเลือดได้ เนื่องจากรอบบริเวณพื้นที่ชุมนุมใหญ่เป็นย่านใจกลางเมืองที่เต็มไปด้วยสำนักงาน โรงแรม ห้างสรรพสินค้า และสถานีรถไฟฟ้า

ทางด้านเอเอฟพีได้รายงานอ้าง แอนโธนี เดวีส์ นักวิเคราะห์จากวารสารยุทธศาสตร์เจนส์ ดีเฟนส์ วีกลี ว่า รัฐบาลไทยเลือกที่จะใช้กำปั้นเหล็กในการเข้าควบคุมการชุมนุมประท้วงของกลุ่มคนเสื้อแดง ทว่าก็ยังต้องระวังการออกปฏิบัติการขนาดใหญ่ เนื่องจากเกรงว่าจะจุดชนวนไปสู่ความไม่สงบในวงกว้างมากขึ้น

ขณะที่ โจชัวร์ คูร์ลันต์ซิก นักวิเคราะห์ด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากสถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (ซีเอฟอาร์) มองว่าการใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมของกองทัพในครั้งนี้ อาจเกิดจากปัญหาภายในกองทัพ ทั้งเรื่องทหารที่สนับสนุนกลุ่มเสื้อแดง และจากปฏิบัติการต่างๆ ที่ล้มเหลวในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงการเข้าจับกุมแกนนำเสื้อแดงที่โรงแรมเอสซีปาร์ค

“การที่ไม่สามารถไว้วางใจกำลังคอมมานโด หรือปฏิบัติการอื่นๆ เพื่อสลายการชุมนุมโดยไม่ใช้ความรุนแรงนั้น ทำให้กองทัพเลือกที่จะใช้กำปั้นเหล็กแทน ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายกว่าการใช้ยุทธวิธีควบคุมฝูงชนอื่นๆ ที่ซับซ้อนกว่า” คูร์ลันต์ซิก กล่าว

ทว่า แม้จะใช้กำลังรุนแรงเข้าจัดการแล้ว รัฐบาลก็ยังดูกังวลต่อปฏิกิริยาสะท้อนกลับของการใช้ปฏิบัติการทางทหาร หลังจากที่ได้สร้างความกังวลให้กับนานาชาติ และมีเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลกับกลุ่มผู้ชุมนุมหันหน้าเข้าเจรจากันแทนมาแล้ว

วันเดียวกัน แบรด อดัมส์ ผู้อำนวยการของกลุ่มจับตาสิทธิมนุษยชน ฮิวแมน ไรต์ วอตช์ ได้ออกแถลงการณ์ว่า การประกาศใช้เขตกระสุนจริงในปฏิบัติการของทหารนั้น ทำให้สุ่มเสี่ยงที่จะนำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงขึ้น พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกการใช้เขตกระสุนจริง ซึ่งอาจถูกนำไปใช้สนับสนุนการใช้กำลังที่ไม่ชอบธรรมและรุนแรงกว่าเหตุของทหารได้

“การประกาศเขตใช้กระสุนจริงเป็นขั้นแรกที่ทำให้ทหารคิดว่าการใช้กระสุนจริงอาจหมายถึงการยิงได้อย่างอิสระ โดยเฉพาะเมื่อความรุนแรงปะทุดุเดือดขึ้น ปฏิบัติการที่เกิดขึ้นนั้นล้วนอยู่ในย่านชุมชน ซึ่งรัฐบาลควรตระหนักว่าประชาชนพลเรือนธรรมดาก็อยู่ที่นั่นด้วย ไม่ได้มีแต่ผู้ประท้วงเสื้อแดง” อดัมส์ กล่าว

ทั้งนี้ ภายใต้ข้อตกลงของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) การใช้อาวุธเข้าจัดการนั้นจะต้องมีขึ้นในกรณีที่เห็นชัดเจนว่าฝ่ายตรงข้ามมีท่าทีเป็นภัยอันตรายต่อผู้อื่น

ทางด้านท่าทีของบรรดาสื่อต่างชาตินั้น ต่างยังคงเกาะติดสถานการณ์ในไทยอย่างใกล้ชิดต่อเนื่อง ทว่าหลายสำนักได้พาดหัวให้เห็นถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน หนังสือพิมพ์เดลีมิร์เรอร์ในอังกฤษ พาดหัวว่า โซนฆ่าสังหารในไทย โดยรายงานว่ามีพื้นที่หลายแห่งในกรุงเทพฯ ที่กลายเป็นเขตใช้กระสุนจริง จากการปะทะกันระหว่างรัฐบาลและกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วถึง 29 คน ใน 3 วัน ขณะที่หนังสือพิมพ์ไทมส์ออนไลน์ในอังกฤษ ก็รายงานว่า กองทัพไทยรุกคืบเพื่อพิฆาต ท่ามกลางการกล่าวหาและตอบโต้การกล่าวหากันไปมาระหว่างคนทั้งสองฝ่าย

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก