posttoday
IMF เตือนตลาดเกิดใหม่ เร่งปรับโครงสร้างดันศก.แกร่ง

IMF เตือนตลาดเกิดใหม่ เร่งปรับโครงสร้างดันศก.แกร่ง

02 กุมภาพันธ์ 2557

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ออกโรงเตือนกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ออกโรงเตือนกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ให้เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ พร้อมเรียกร้องให้บรรดาธนาคารกลางภายในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ เฝ้าระวังสภาพคล่องภายในของตนเอง

แถลงการณ์เตือนผ่านอีเมลของไอเอ็มเอฟครั้งนี้มีขึ้นหลังจากที่สถานการณ์ตลาดหุ้นและตลาดอัตราแลกเปลี่ยนของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในรอบสัปดาห์นี้ตกอยู่ในสภาพปั่นป่วนอย่างหนัก เนื่องจากการแห่เทขายของนักลงทุนต่างชาติ ส่งผลให้เดือน ม.ค.ปีนี้ นับเป็นการเริ่มต้นปีของตลาดหุ้นกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่ปี 2008

ไอเอ็มเอฟระบุว่า สถานการณ์ผันผวนในตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ แสดงให้เห็นความจำเป็นที่ประเทศเหล่านี้จะต้องปรับนโยบายเศรษฐกิจและการคลังให้สอดคล้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องดำเนินมาตรการที่จะสามารถลงมือทำได้อย่างเร่งด่วนเพื่อพัฒนาโครงสร้างขั้นพื้นฐาน และเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับรัฐบาล

ทั้งนี้ เมื่อวันศุกร์ที่ 31 ม.ค. ดัชนีเอ็มเอสซีไอ อีเมิร์จจิง มาร์เก็ต ในตลาดนิวยอร์กปรับตัวลดลง 0.2% มาอยู่ที่ 934.5 จุด ทำให้ดัชนีดังกล่าวในปีนี้ปรับตัวลดลงไปแล้ว 6.8%

ขณะเดียวกัน การที่จีนเติบโตชะลอตัวลง และการประกาศลดปริมาณการซื้อคืนพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยังทำให้มูลค่าหุ้นของตลาดทั่วโลกหายไปแล้วราว 1.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

“แม้จะเป็นเรื่องยากที่จะชี้ชัดลงไปว่าปัจจัยใดเป็นชนวนสำคัญให้เกิดการแห่เทขายในตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ แต่ความปั่นป่วนวุ่นวายที่เกิดขึ้นกำลังเน้นให้เห็นสถานการณ์ท้าทายที่หลายประเทศในตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่กำลังเผชิญอยู่ อันเป็นผลพวงจากเงื่อนไขทางการเงินภายนอกประเทศ และราคาอุปโภคบริโภคที่ปรับตัวลดลง ตลอดจนแนวโน้มการเติบโตภายในที่กำลังชะลอตัว” แถลงการณ์ไอเอ็มเอฟระบุ

สถานการณ์ผันผวนของตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ยังส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นวอลสตรีทของสหรัฐ เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่เกรงว่ากระแสทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่อาจกลายเป็นวิกฤตรอบใหม่ให้กับตลาดทุน โดยดัชนีเอ็มเอสซีไอ โกลบอล อินเด็กซ์ ในเดือน ม.ค.ปรับตัวลดลง 4% ซึ่งนับเป็นการลดลงรายเดือนที่มากที่สุดนับตั้งแต่เดือน พ.ค. 2012

ควินซีย์ ครอสบีย์ นักกลยุทธ์ตลาดจากพรูเดนเชียล ไฟแนนเชียลในนิวเจอร์ซีย์ ระบุว่า เพราะความกังวลที่มีต่อตลาดหุ้นและค่าเงินในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ทำให้นักลงทุนทั่วโลกตัดสินใจเทขายหรือยุติการลงทุนในตลาดของตนเอง เพื่อรอดูสถานการณ์ตลาดที่จะเปิดทำการอีกครั้งในวันจันทร์ที่ 3 ก.พ.

ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ 31 ม.ค. ร่วงลง 149.76 จุด หรือ 0.94% มาอยู่ที่ 15,698.85 จุด ดัชนีสแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ 500 (เอสแอนด์พี 500) ลดลง 11.6 จุด หรือ 0.65% มาอยู่ที่ 1,782.59 จุด และดัชนีแนสแด็ก คอมโพสิต ร่วงลง 19.248 จุดหรือ 0.47% มาอยู่ที่ 4,103.877 จุด ขณะที่ดัชนีเอฟทีเอสยูโรเฟิร์ส 300 ซึ่งบ่งชี้สถานการณ์ตลาดหุ้นชั้นนำของภูมิภาคยุโรป ปรับตัวลดลง 0.24% หลังเพิ่งจะปรับตัวลดลงไปก่อนหน้าเกือบ 1.7%

รายงานจากวิจัยตลาดโลกของธนาคารอเมริกา เมอร์ริล ลินช์ ระบุว่า นับตั้งแต่ต้นเดือน ม.ค. จนถึงวันที่ 29 ม.ค.ที่ผ่านมา นักลงทุนในกองทุนทั่วโลกถอนเงินทุนออกจากตลาดประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่แล้ว 6,400 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งนับเป็นปริมาณทุนไหลออกจากภูมิภาคที่ใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เดือน ส.ค. 2011

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ตลาดหุ้นทั่วโลก ซึ่งได้รับผลกระทบจากความผันผวนของตลาดในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ แถลงการณ์ของไอเอ็มเอฟยังได้เตือนให้ธนาคารกลางในทุกประเทศหามาตรการเพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าความวุ่นวายทางการเงินของประเทศกำลังพัฒนาจะไม่ทำให้ระบบทุนในตลาดทั่วโลกประสบปัญหาสภาพคล่องตึงตัว

วันเดียวกัน สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน เปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อ (พีเอ็มไอ) ในเดือน ม.ค. ลดลง 50.5 จุด จาก 51 จุดในเดือน ธ.ค. และ 51.4 จุดในเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว โดยแม้จะมากกว่าที่ธนาคารเอชเอสบีซีเปิดเผยเมื่อวันศุกร์ที่ 31 ม.ค.ว่า ดัชนีพีเอ็มไอจีนในเดือนนี้จะอยู่ที่ 49.5 จุด แต่การหดตัวของกิจกรรมในภาคอุตสาหกรรมการผลิตนี้นับเป็นหลักฐานยืนยันได้ชัดเจนว่าเศรษฐกิจของจีนกำลังชะลอตัว

อย่างไรก็ตาม ธนาคารเอเอ็นแซดอธิบายว่า ดัชนีพีเอ็มไอที่หดตัวลงในเดือน ม.ค.นี้ ส่วนหนึ่งอาจมีสาเหตุมาจากเทศกาลวันหยุดยาวเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ หรือวันตรุษจีนของชาวจีน ที่โรงงานหลายแห่งหยุดงานเพื่อให้แรงงานได้เดินทางกลับบ้าน

ด้านธนาคารกลางบราซิล เปิดเผยว่า งบประมาณขาดดุลของประเทศในปี 2013 ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น 3.28% ของจีดีพี หรือ 6.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งนับว่าอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี และปรับเพิ่มขึ้นจากปี 2012 ที่ 2.39% ของจีดีพี โดยเป็นผลพวงมาจากเศรษฐกิจประเทศที่กำลังชะลอตัวลง n

 

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน