posttoday
การเมืองไทยทำต่างชาติเผ่นซบเพื่อนบ้าน

การเมืองไทยทำต่างชาติเผ่นซบเพื่อนบ้าน

29 มกราคม 2557

นักวิเคราะห์ประเมิน ความไม่สงบในการเมืองไทย ทำให้นักลงทุนต่างชาติเปลี่ยนแผนหันหาประเทศเพื่อนบ้านแทน

นักวิเคราะห์ประเมิน ความไม่สงบในการเมืองไทย ทำให้นักลงทุนต่างชาติเปลี่ยนแผนหันหาประเทศเพื่อนบ้านแทน บลูมเบิร์กเปิดเผยรายงานระบะว่าสามเดือนของเหตุขัดแย้งทางการเมืองไทยได้กำลังเป็นเอื้อประโยชน์กับเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้าน เห็นได้จากการที่บรรดาผู้จัดการกองทุนต่างประเทศต่างถอนทุนออกจากไทย นักลงทุนต่างชาติเริ่มทบทวนแผนการลงทุนในระยะยาว และนักท่องเที่ยวต่างหลีกหนีการเดินทางมาเยือนประเทศไทย

ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์พบว่า นักลงทุนต่างชาติได้ถอนทุนออกจากตลาดหุ้นไทยตั้งแต่เริ่มต้นการประท้วงในวันที่ 31 ต.ค. แล้วเป็นมูลค่า 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ในช่วงเวลาเดียวกัน ทุนต่างชาติกลับไหลเข้าตลาดหุ้นอินโดนีเซีย คิดเป็นมูลค่ากว่า 246 ล้านเหรียญสหรัฐ แม้ว่าดัชนีจาการ์ตา คอมโพสิตจะร่วงลง 3.9% จะร่วงลงเนื่องจากกระแสนักลงทุนต่างชาติแห่ขายสินทรัพย์ตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ก็ตาม

รายงานระบวุ่า ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีผลประกอบการในตลาดหุ้นย่ำแย่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) จากกระแสทุนไหลออกจากตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่หลังนักลงทุนต่างชาติเริ่มเคลื่อนย้ายทุนกลับไปที่ตลาดประเทศพัฒนาแล้ว ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐที่เริ่มชะลอการใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ซึ่งจะลดปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบการเงิน

มิโซ แดส นักวิเคราะห์และอดีตนักกลยุทธ์ของโนมูระ โฮลด์ดิงส์ ในฮ่องกงแสดงความเห็นว่า การเคลื่อนย้ายทุนจากไทยไปยังอินโดนีเซียเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล เพราะนักลงทุนต่างชาติคาดว่าเศรษฐกิจของอินโดนีเซียกำลังเติบโตได้ดี

"พื้นฐานการเติบโตของไทยจะเปราะบางและอ่อนแอลงอย่างมาก เนื่องจากขาดการลงทุนเพิ่มเติม และปัญหาเสถียรภาพการเมืองที่กระทบต่ออารมณ์ความรู้สึกของนักลงทุน" แดส ระบุ พร้อมยอมรับเพิ่มเติมว่าตนเองจะใช้โอกาสที่ตลาดหุ้นไทยกำลังผ่อนคลายในช่วงเวลานี้หันไปหาตลาดประเทศอื่นแทน

ความเห็นข้างต้นสอดคล้องกับ เจมมี พอล ผู้จัดการกองทุนตลาดหลักทรัพย์ของบริษัทสุคอร์อินเวสต์ แอสเซ็ท แมเนจเมนท์ในกรุงจาการ์ตา ซึ่งยอมรับว่าเริ่มได้ยินข่าวคราวที่นักลงทุนพิจารณาย้ายธุรกิจจากไทยมายังอินโดนีเซีย ซึ่งพอลคาดการณ์ว่า กระแสดังกล่าวน่าจะส่งผลดีต่อหุ้นอุตสาหกรรมและอสังหาริมทรัพย์ของอินโดนีเซีย

ด้านอิกอร์ อาร์เซนิน หัวหน้านักกลยุทธ์ประจำตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ในภูมิภาคเอเชียจากบาร์คเลยส์ระบุว่า สถานการณ์โดยรวมของตลาดประเทศเกิดใหม่ในขณะนี้คือการเผชิญหน้ากับกระแสทุนไหลออกของต่างชาติ เพียงแต่ประเทศไทยมีแนวโน้มน่าจะหนักกว่าประเทศอื่นๆ ในแถบนี กระนั้น การไหลออกของทุนจะเป็นปัจจัยเสี่ยงระยะสั้น เพียงชั่วครู่ชั่วยาม หรือเป็นกระแสลดลงถาวรของไทยยังเป็นประเด็นที่เร็วเกินไปที่จะสรุป

นอกจากประเด็นกระแสทุน โรเบิร์ต เฮคเกอร์ กรรมการผู้จัดการฮอร์วาร์ธ เอชทีเอล เอเชีย แปซิฟิก บริษัทที่ปรีกษาธุรกิจโรงแรมในสิงคโปร์ ได้แสดงความห่วงใยต่อภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งรายได้หลักที่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ดี โดยจำนวนนักท่องเที่ยวจะเดินทางไปเที่ยวเมืองไทยน้อยลง

อย่างไรก็ตาม เฮคเกอร์เห็นว่าจำนวนนักท่องเที่ยวมาเลี่ยงการเดินทางมาไทย จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนบ้านในแถบนี้แทน

"จะมีนักท่องเที่ยวจำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้การท่องเที่ยวเป็นกิจกรรมในยามว่าง จะมองหาแหล่งท่องเที่ยวในประเทศอื่นแทน โดยนักท่องเที่ยวอาจเลือกจุดหมายปลายทางที่ไม่จำเป็นต้องขอวีซ่า หรือสามารถขอวีซ่าได้เมื่อเดินทางถึงประเทศนั้นๆ อย่างอินโดนีเซีย หรือมาเลเซียแทน" เฮคเกอร์กล่าวสรุป

ด้านอาร์เซนิน หัวหน้านักกลยุทธ์ประจำตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ในภูมิภาคเอเชียจากบาร์คเลยส์สรุปว่า เหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองไทยไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น ดังนั้น นักลงทุนอาจทำใจยอมรับได้ในระดับหนึ่ง ขณะที่ธุรกิจในไทยเริ่มมีภูมิต้านทาน กระนั้น สิ่งที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักก็คือมุมมองภาพลักษณ์ที่นักลงทุนมีต่อไทย รวมถึงการตัดสินใจลงทุนและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

"ทุกสิ่งทุกอย่างใน (ไทย) ขณะนี้ สามารถพลิกผันเปลี่ยนแปลงได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป บางสิ่งบางอย่างที่เกิดขึ้น อาจกลายเป็นสิ่งที่ถาวร ที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้" อาร์เซนินกล่าว

ข่าวล่าสุด

ปภ. – ออมสิน โอนเงินเยียวยาน้ำท่วม รวมกว่า 5,225 ล้านบาท

ปภ. – ออมสิน โอนเงินเยียวยาน้ำท่วม รวมกว่า 5,225 ล้านบาท