
สิงคโปร์ผวาแรงงานต่างชาติฮือรอบ 40 ปี
นายกรัฐมนตรี ลีเซียนลูง ของสิงคโปร์ มีคำสั่งให้เปิดการสอบสวนกรณีเกิดการจลาจลลุกฮือขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 4 ทศวรรษในสิงคโปร์แล้ว
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
นายกรัฐมนตรี ลีเซียนลูง ของสิงคโปร์ มีคำสั่งให้เปิดการสอบสวนกรณีเกิดการจลาจลลุกฮือขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 4 ทศวรรษในสิงคโปร์แล้ว ท่ามกลางการเฝ้าระวังความปลอดภัยอย่างหนาแน่นตามย่านชุมชนที่มีแรงงานชาวต่างชาติ หลังจากที่เกิดเหตุแรงงานต่างชาติมากถึงราว 400 คน ลุกฮือขึ้นก่อจลาจลและเผารถตำรวจในย่านลิตเติ้ล อินเดีย เมื่อคืนวันที่ 8 ธ.ค.ที่ผ่านมา
“ไม่มีคำแก้ตัวใดๆ สำหรับพฤติกรรมความรุนแรงและอาชญากรรมที่เกิดขึ้น” ผู้นำสิงคโปร์แถลง โดยคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนจะเร่งหาสาเหตุที่เกิดขึ้น รวมไปถึงมาตรการรับมือกรณีเกิดการชุมนุมของแรงงานต่างชาติ
ทั้งนี้ ชาวสิงคโปร์ทั้งประเทศต้องช็อกกับเหตุจลาจลครั้งแรกและครั้งรุนแรงที่สุดในรอบกว่า 40 ปี มีรถยนต์ถูกจุดไฟเผาท่ามกลางความโกรธแค้นไป อย่างน้อย 5 คัน ในจำนวนนี้เป็นรถตำรวจถึง 3 คัน ซึ่งทางการต้องระดมกำลังตำรวจถึง 300 นาย รวมถึงหน่วยคอมมานโดเข้าควบคุมสถานการณ์ และได้จับกุมผู้เกี่ยวข้อง 27 คน โดยเป็นที่คาดว่าสาเหตุของการ ลุกฮือครั้งนี้ มีขึ้นหลังจากที่แรงงานชาวอินเดียรายหนึ่งถูกรถโดยสารพุ่งชนแล้วหนี ก่อนที่แรงงานวัย 33 ปีรายนี้จะเสียชีวิตลง
อย่างไรก็ดี ที ราจา กุมาร รองผู้บัญชาการตำรวจสิงคโปร์ ยืนยันว่า คนขับรถคนดังกล่าว ซึ่งเป็นชาวสิงคโปร์วัย 55 ปี ได้ถูกจับกุมตัวพร้อมถูกตั้งข้อหา ทำให้ผู้อื่นเสียชีวิตโดยประมาทแล้ว ขณะที่ อึ้งจูฮี ผู้บัญชาการตำรวจสิงคโปร์ ประณามเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นว่าเป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้
“การก่อจลาจลและการทำลายทรัพย์สิน ไม่ใช่วิถีทางของสิงคโปร์” อึ้ง กล่าว
ทางด้าน บิลเวียร์ ซิงห์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ กล่าวกับบลูมเบิร์กว่า การจลาจลดังกล่าวนับเป็นเรื่องใหม่ที่แทบไม่เคย เกิดขึ้นมาก่อนในสิงคโปร์ในช่วงหลายสิบปีมานี้ ขณะที่สถานีโทรทัศน์มีเดียคอร์ปรายงานว่า เหตุดังกล่าว นับเป็นการจลาจลลุกฮือครั้งแรกในประเทศนับตั้งแต่ปี 1969 เป็นต้นมา
ทางด้านเอเอฟพี ระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าว ได้กระทบต่อชื่อเสียงของสิงคโปร์ที่สั่งสมมานาน ในฐานะประเทศที่มีสังคมหลากหลายเชื้อชาติแบบ พหุภาคี
ขณะที่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชาวสิงคโปร์มีปฏิกิริยาต่อต้านแรงงานต่างชาติมากขึ้น โดยเฉพาะการระบายความรู้สึกผ่านตามโซเชียลมีเดีย หลังจาก ที่รัฐบาลเปิดรับแรงงานต่างชาติเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ คนจากประเทศในแถบเอเชียใต้ เพื่อแก้ปัญหาการ ขาดแคลนแรงงานในประเทศ







