
โลกอาลัย 'แมนเดลา' วีรบุรุษผู้รวมประเทศเป็นหนึ่ง
แอฟริกาใต้ลดธงลงครึ่งเสาทั่วประเทศ ท่ามกลางเสียงร่ำไห้เสียใจระคนเสียงสดุดียกย่องจากทั่วโลก
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
แอฟริกาใต้ลดธงลงครึ่งเสาทั่วประเทศ ท่ามกลางเสียงร่ำไห้เสียใจระคนเสียงสดุดียกย่องจากทั่วโลก หลังอดีตประธานาธิบดีผิวสีคนแรกในประวัติศาสตร์แอฟริกาใต้ เนลสัน แมนเดลา ถึงแก่อสัญกรรมอย่างสงบที่บ้านพักนครโจฮันเนสเบิร์ก เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. ตามเวลาท้องถิ่น จากอาการติดเชื้อในปอด ปิดฉากวีรบุรุษโลกผู้ต่อสู้กับการแบ่งแยกสีผิว และนำสันติภาพสู่แอฟริกาใต้ ในวัย 95 ปี
ประชาชนทุกสารทิศหลั่งไหลไปยังนครโจฮันเนสเบิร์กที่พำนักในปัจจุบัน และเมืองโซเวโต บ้านเก่าของแมนเดลา เพื่อร่วมแสดงความอาลัยต่อผู้ที่เป็นเสมือนบิดาของแอฟริกาใต้ โดยทั้งประเทศต่างเต็มด้วยเสียงร่ำไห้ระงมถึง “มาดิบา” หรือชื่อที่คนท้องถิ่นเรียกเพื่อเป็นเกียรติแก่คนในเผ่าโซซา ทว่าประชาชนบางส่วนก็เลือกที่จะร้องเพลงและเต้นรำเพื่อสดุดีถึงคุณความดีที่แมนเดลาผสานประเทศที่เคยแตกแยกให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้สำเร็จ
สาธุคุณ เดสมอนด์ ตูตู เจ้าของรางวัลโนเบลสันติภาพปี 1984 กล่าวว่า แมนเดลาอยากให้ชาวแอฟริกาใต้เป็นเหมือนดั่งอนุสรณ์สำหรับตัวเอง เพื่อระลึกถึงการยืนหยัดในคุณค่าของความเป็นหนึ่งเดียวกันและประชาธิปไตยที่ได้ต่อสู้มา ขณะที่ผู้นำทั่วโลกต่างยกย่องอดีตผู้นำรายนี้ในฐานะบุคคลต้นแบบผู้ต่อต้านรัฐบาล และต่อสู้ความไม่เท่าเทียมด้วยสันติวิธี
“เราจะไม่ได้เห็นบุคคลดังเช่น เนลสัน แมนเดลา อีกแน่นอน ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่ต้องเดินตามตัวอย่างที่แมนเดลาได้สร้างไว้อย่างดีที่สุด” ประธานาธิบดี บารัก โอบามา ของสหรัฐ กล่าว
อย่างไรก็ตาม รอยเตอร์สรายงานด้วยว่า หลายฝ่ายเริ่มกังวลว่าการจากไปของแมนเดลา ซึ่งเป็นเสมือนกาวใจของประเทศ อาจทำให้ปัญหาเชื้อชาติปะทุอีกครั้ง เนื่องจากแอฟริกาใต้กำลังเผชิญปัญหาความยากจน อาชญากรรม การว่างงาน และคอร์รัปชั่น จนเกิดการประท้วงรัฐบาลประธานาธิบดี จาค็อบ ซูมา บ่อยครั้งในช่วงหลังนี้ที่ประเทศกำลังจะมีการเลือกตั้งทั่วไปปีหน้า
ทั้งนี้ ประธานาธิบดี ซูมา ระบุว่า พิธีศพจะมีขึ้นในวันที่ 15 ธ.ค. นี้ ที่หมู่บ้านกูนู ในจังหวัดอีสเทิร์นเคป บ้านที่แมนเดลาอาศัยในวัยเด็ก แต่จะจัดพิธีรำลึกที่สนามกีฬาในนครโจฮันเนสเบิร์กในวันที่ 10 ธ.ค. ขณะที่ ร่างของอดีตผู้นำจะตั้งไว้ในทำเนียบรัฐบาลในกรุงพริทอเรีย ตั้งแต่วันที่ 11ธ.ค. จนถึงวันฝัง
ยืนหยัดสู้ แม้ติดคุก 27 ปี
เส้นทางวีรบุรุษผู้ต่อสู้กับการแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาใต้ ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แมนเดลาเคยใช้ความรุนแรงต่อสู้มาก่อนในช่วงแรก โดยเข้าร่วมกับพรรคสมัชชาแห่งชาติแอฟริกา (เอเอ็นซี) ในปี 1943 สังกัดกลุ่มกองกำลังต่อสู้กับรัฐบาล และถูกจับในข้อหากบฏในปี 1956 ซึ่งใช้เวลาไต่สวนนานถึง 4 ปีจึงพ้นข้อหา ก่อนถูกจับอีกครั้งในปี 1962 ซึ่งถูกตัดสินจำคุก 5 ปี
ขณะที่การใช้ชีวิตในเรือนจำต่อเนื่องที่นานที่สุด เริ่มในปี 1964 จากความผิดฐานก่อวินาศกรรม ทำให้ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต โดยนักโทษความผิดการเมืองจัดอยู่ในกลุ่มนักโทษชั้นล่างสุดและต้องเผชิญความกดดันต่างๆ แต่แมนเดลา ก็ฝ่าฟันมาได้พร้อมสำเร็จการศึกษาทางไกลระดับปริญญาตรี สาขานิติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยลอนดอน
การต่อสู้ของพวกพ้องนอกคุกท่ามกลางแรงกดดันของนานาชาติที่มีต่อรัฐบาล ทำให้แมนเดลาถูกคุมขังครั้งนี้นานราว 27 ปี ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวในปี 1990 หลังจากนั้นยังคงต่อสู้โดยสันติวิธีอย่างต่อเนื่อง จนได้รับรางวัลโนเบลสันติภาพ ปี 1993 และขึ้นเป็นผู้นำผิวสีคนแรกของแอฟริกาใต้ ระหว่างปี 1994-1999







