
ยุโรปสะท้าน หวั่นวิกฤตการเงินรอบสอง
รอบสัปดาห์ที่ผ่านมาต้องยกความร้อนแรงให้ทางฝากฝั่งยุโรปที่มีข่าวคราวแรงสั่นสะเทือนเป็นรายวัน เมื่อบริษัทจัดอันดับชั้นนำของโลกต่างออกมาลดอันดับความน่าเชื่อถือในหลายประเทศในยุโรปติดต่อกันกลายเป็นสถานการณ์ความเคลื่อนไหวแบบที่ต้องจับตาวันต่อวัน ทำเอาโลกเริ่มต้องให้ความสนใจอย่างใกล้ชิดว่าสถานการณ์วิกฤตการเงินของประเทศต่างๆ ในยุโรปจะมาฉุดวิกฤตการเงินโลกอีกครั้งหรือไม่
ชาติแรกที่โดนหั่นอันดับเครดิตลดลงก็ต้องเป็นกรีซ ซึ่งสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) ได้ลดอันดับความน่าเชื่อถือในการชำระหนี้ระยะยาวของกรีซลงเหลือจาก BBB+ มาอยู่ที่ BB+ หรือ
“จังก์” ซึ่งเป็นระดับต่ำสุด และลดอันดับตราสารหนี้ระยะสั้นจาก A2 ลงมาอยู่ที่ระดับ B อีกทั้งยังลดอันดับแนวโน้มการชำระหนี้ลงมาที่ BBB+ ซึ่งแนวโน้มความเป็นไปได้อย่างมากว่ากรีซจะถูกหั่นอันดับลงจากเดิมอีกในอนาคตทั้งนี้ ยังส่งผลให้ทางรัฐบาลกรีซต้องเร่งออกมาขอร้องให้ทางที่ประชุมของสหภาพยุโรปอนุมัติเงินกู้ฉุกเฉิน เนื่องจากทางกรีซเองไม่มีศักยภาพพอที่จะระดมทุนในตลาดทุนได้อีก และกำลังถึงกำหนดต้องชำระหนี้พันธบัตรก้อนแรกจำนวน 9,000 ล้านยูโร (ราว 3.96 แสนล้านบาท) ในวันที่ 19 พ.ค. นี้อีกด้วย
ไม่เพียงแต่กรีซเท่านั้นที่ต้องระส่ำระสายจากการถูกลดอันดับเครดิต แต่ยังตามมาด้วยสมาชิกร่วมภูมิภาคที่ถูกลดอันดับตามมาติดๆ ไป รายถัดมาก็คือ โปรตุเกสที่ทางเอสแอนด์พีออกมาลดอันดับเครดิตในการชำระหนี้ระยะยาวจาก A+ มาอยู่ที่ A และปรับลดเครดิตตราสารหนี้ระยะสั้นจาก A1 ลงมาอยู่ที่ A2 โดยให้เหตุผลว่าประเทศสมาชิกยุโรปโซนแห่งนี้กำลังเผชิญกับปัญหาในภาคการเงิน สูญเสียศักยภาพทางการแข่งขัน จากปัญหาหนี้สาธารณะที่พุ่งสูง
ทั้งนี้ ผลจากการลดอันดับเครดิตของทั้งสองประเทศยังส่งผลให้ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาค่าเงินยูโรต้องอ่อนค่าลงมากที่สุดในรอบปีมาอยู่ที่ 1.3143 เหรียญสหรัฐต่อยูโร
เท่านี้ก็สร้างความหวั่นวิตกและเพียงแรงจับตาของนานาชาติเกี่ยวกับวิกฤตทางเศรษฐกิจในยูโรโซนมากแล้ว แต่กลับไม่หยุดเพียงเท่านั้น ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา เอสแอนด์พียังประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินของสเปนตามมาอีกประเทศ โดยปรับลดจากระดับ AA+ มาอยู่ที่ AA ซึ่งหมายความว่าระดับความน่าเชื่อถือทางการเงินของสเปนอาจต้องปรับลดลงมาอีก ทำให้สเปนมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดวิกฤตการเงินขั้นรุนแรง
การลดอันดับในครั้งนี้ สร้างความสั่นสะเทือนอย่างมาก ให้ภาพที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นว่าวิกฤตหนี้ของกรีซได้ลุกลามมายังประเทศต่างๆ ในยุโรปแล้ว และถ้าเปรียบเทียบดูจากขนาดทางเศรษฐกิจของประเทศแล้ว ประเทศสเปนมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่ากรีซถึง 5 เท่า
การถูกปรับลดอันดับดังกล่าวยังซึ่งแน่นอนว่ามีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศ ยังส่งผลให้ทางรัฐบาลเยอรมนีออกมาเสนอให้ยุโรปจัดตั้งสถาบันจัดอันดับเครดิตเฉพาะสำหรับยุโรปขึ้น เพราะมีข้อสงสัยว่าบริษัทจัดอันดับยักษ์ใหญ่ ซึ่งเป็นของสหรัฐที่มีอยู่ในขณะนี้นั้นอาจมีผลประโยชน์ทับซ้อน และมีการประเมินข้อมูลที่ผิดพลาดอีกด้วย
โกลด์แมนอ่วมถูกรัฐบาลไล่จี้หนัก
ส่วนในเรื่องราวของกรณีโกลด์แมน แซคส์ สถาบันการเงินชั้นนำของโลก ซึ่งกำลังถูกสอบในข้อหาเก็งกำไรในตลาดอสังหาริมทรัพย์ และให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องกับลูกค้าในช่วงเวลาระหว่างวิกฤตการเงิน จนยังผลให้ลูกค้าต้องได้รับความสูญเสียอีกด้วย อีกทั้งยังถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดวิกฤตการเงินครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 70 ปี
ทางผู้บริหารของโกลด์แมนฯ ซึ่งต้องขึ้นให้การต่อสภาคองเกรสในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ถูกไล่จี้อย่างหนัก ถึงพฤติกรรมและจริยธรรมของบริษัท
แต่ทางโกลด์แมนฯ กลับให้การปฏิเสธว่าทางบริษัทไม่ได้กระทำความผิดและไม่ได้เก็งกำไร อีกทั้งบริษัทเองก็ต้องพบกับความสูญเสียจากการลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์จำนวนมหาศาลเช่นกัน
ท่ามกลางการสืบสวนและจี้อย่างดุเดือดของ สส. ของสหรัฐนั้น กินเวลายาวนานถึงราว 11 ชั่วโมง จนทางผู้บริหารของโกลด์แมนฯ ต้องยอมรับว่า การไต่สวนในครั้งนี้ทำให้ตนเองมองเห็นต้องระมัดระวังและพิจารณาการดำเนินงานอย่างละเอียดและรัดกุมมากยิ่งขึ้น
ศก.เอเชียร้อนเสี่ยงฟองสบู่แตก
ในสัปดาห์ที่ผ่านมากองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) มีการออกโรงเตือนประเทศต่างๆ ในเอเชียอีกครั้ง ซึ่งระบุว่าเอเชียมีความเสี่ยงสูงที่จะมีโอกาสเสี่ยงกับภาวะฟองสบู่แตก เนื่องจากว่ากระแสทุนจากนอกภูมิภาคได้หลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องและรุนแรง และทำให้เกิดการขยายตัวที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมากจนเกินไป
คำแนะนำของทางไอเอ็มเอฟก็คือ การให้รัฐบาลประเทศต่างๆ ต้องเร่งปรับเปลี่ยนนโยบายทางการเงิน และปรับค่าเงินในประเทศให้มีความยืดหยุ่น เพื่อกั้นหรือชะลอการเก็งกำไร
ไอเอ็มเอฟ ยังได้ปรับตัวเลขคาดการณ์ทางเศรษฐกิจในเอเชียจากเดิมที่คาดการณ์ไว้ว่าจะอยู่ที่ 6.9% ในปีนี้ และราว 7% มาเป็น 7.1% ทั้งในปีนี้และปีหน้าเวิลด์แบงก์ปรับสัดส่วนออกเสียง
ด้านธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ในช่วงต้นสัปดาห์ก็ได้ออกมาประกาศปรับเพิ่มสัดส่วนเงินทุนขึ้น อีกทั้งยังมีวาระสำคัญในระหว่างการประชุมประจำปีของเวิลด์แบงก์และไอเอ็มเอฟ ซึ่งการพิจารณาเพิ่มสัดส่วนการออกเสียงให้ทางจีน และประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ
ทั้งนี้ ยังเป็นผลทำให้จีนมีอำนาจในการออกเสียงเพิ่มขึ้นจาก 2.77% มาอยู่ที่ 4.42% เป็นประเทศที่มีสิทธิการออกเสียงเป็นอันดับ 3 รองจากประเทศยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐและญี่ปุ่นเท่านั้น
หลายฝ่ายมองว่า การเพิ่มสิทธิออกเสียงในครั้งนี้เป็นการเพิ่มอำนาจความยิ่งใหญ่ของเศรษฐกิจจีนให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตานานาอารยประเทศ สวนทางกับบางกลุ่มที่เชื่อว่า นี่เป็นสิ่งที่ทางสหรัฐกำลังพยายามหยิบยื่นให้กับจีน เพื่อเป็นการต่อรองให้จีนยอมปรับค่าเงินหยวน สร้างสมดุลทางการค้าและเศรษฐกิจของโลกอีกด้วย หลังจากที่ทางสหรัฐพยายามที่จะเจรจาและมีแนวโน้มให้จีนจัดการกับเรื่องนี้มาโดยตลอด







