
ต่างชาติมองการเมืองไทย-กัมพูชาแย่พอกัน
นักวิเคราะห์ต่างชาติระบุปัญหาการเมืองไทยและกัมพูชา ไม่มีใครดีไปกว่าใคร เพราะขาดหลักนิติธรรม
นักวิเคราะห์ต่างชาติระบุปัญหาการเมืองไทยและกัมพูชา ไม่มีใครดีไปกว่าใคร เพราะขาดหลักนิติธรรม
จอห์น เจ. แบรนดอน ผู้อำนวยการโครงการความร่วมมือระหว่างภูมิภาคของมูลนิธิแห่งเอเชีย (เอเชีย ฟาวเดชั่น) ในกรุงวอชิงตัน สหรัฐ เขียนบทความแสดงความเห็นที่มีต่อการนิรโทษ กรรมโดยเปรียบเทียบระหว่างไทยกับกัมพูชา ผ่านเว็บไซต์ของมูลนิธิว่าเป็นวัฒนธรรมที่อยู่คงทนในสังคมสองชาติ ซึ่งน่าจะเป็นปัจจัยขัดขวางสำคัญที่ทำให้ความสงบสุข สันติภาพ และความเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่อาจจะเกิดขึ้นในประเทศไทยและกัมพูชาได้อย่างแท้จริง
ทั้งนี้ แบรนดอนได้เขียนเปรียบเทียบความคล้ายคลึงกันของวัฒนธรรมการละเว้นโทษระหว่างไทยกับกัมพูชา ประเทศบ้านใกล้เรือน เคียงที่มีภูมิหลังร่วมกันในหลายๆ ด้าน โดยย้อนกลับไปในปี 1979 สมัยที่เขมรแดงยังเรืองอำนาจ ขณะนั้น องค์กรการกุศลต่างชาติได้จัดคอนเสิร์ตระดมทุนช่วยเหลือผู้อพยพชาวกัมพูชาตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมเรียกร้องสันติภาพและความยุติธรรมให้กับผู้คนเหล่านั้น
รายงานระบุว่า หลังจบคอนเสิร์ต แกนนำในการจัดคอนเสิร์ต อย่างโจแอน บาเอซได้รับช่อดอกไม้ช่อใหญ่แสดงความซาบซึ้งจากจอมพล ถนอม กิตติขจร อดีตผู้นำของประเทศไทยช่วงปี 1963-1973 ซึ่งมีเหตุให้ต้องลงจากตำแหน่งเนื่องจากการประท้วงขับไล่ของประชาชนที่ก่อให้เกิดเหตุขัดแย้งนองเลือดมากมาย
แบรนดอนในขณะนั้น อดที่จะตั้งคำถามไม่ได้ว่า ตัวบาเอซจะรู้ไหมว่า คนที่เจ้าตัวรับช่อดอกไม้มานั้น ทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับสิ่งที่บาเอซพยายามรณรงค์เรียกร้องจากผู้เข้าชมคอนเสิร์ตอย่าง สันติภาพและความยุติธรรม มาตลอดระยะเวลาที่นั่งอยู่บนตำแหน่งผู้นำประเทศไทย
เวลาผ่านไปมากกว่า 30 ปี ผู้อำนวยการโครงการความร่วมมือระหว่างภูมิภาคระบุว่า ความยุติธรรมยังคงเป็นสิ่งที่ประชาชนของทั้งไทยและกัมพูชาเอื้อมไม่ถึง โดยสำหรับกัมพูชา 6 ปีของการสืบสวนสอบสวนพิจารณาตัดสินโทษบรรดาผู้นำเขมรแดง ที่ฆ่าล้างสังหารชาวกัมพูชาหลายแสนคน และหมดเงินไปมากกว่า 200 ล้านเหรียญสหรัฐ ยังไม่มีผู้นำคนไหนใช้ชีวิตรับโทษอยู่ในคุกแต่อย่างใด โดยทั้ง พอล พต, ตา ม็อก, และเอียง สะหรี่ ต่างตายก่อนที่จะได้รับการพิจารณาคดี
กระนั้น แบรนดอนยอมรับว่า อย่างน้อยที่สุด วีรกรรมแสนโหดเหี้ยมทารุณของเขมรแดงก็ได้รับการบอกเล่าพูดถึง บอกต่อ รวมถึงศึกษาอยู่ในบทเรียนของกัมพูชา เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเหมือนที่เคยเกิดขึ้นบนหน้าประวัติศาสตร์ของประเทศ
แม้จะดูเป็นเรื่องน่าพอใจ แต่ประชาชนชาวกัมพูชาก็ควรจะตั้งคำถามอย่างจริงจังด้วยว่าตนเองได้รับความยุติธรรมบ้างแล้วหรือยัง ประเทศยังคงเต็มไปด้วยความยากจน การเล่นพรรคเล่นพวก คอร์รัปชั่น และการเอารัดเอาเปรียบมากมาย ทำให้มีเพียงเวลาเท่านั้นที่จะบอกได้ว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งชุดปัจจุบันของกัมพูชาจะลงมือปฎิรูปได้อย่างจริงจังมากมายเพียงใด ขณะที่ชาวกัมพูชารุ่นใหม่ที่เข้าถึงสื่อต่างๆ ได้มากขึ้น จนมีโอกาสได้รู้ได้เห็นความยุติธรรมที่แท้จริง ย่อมจะไม่ทนนิ่งเฉย ยอมทนกับความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นโดยผู้ปกครองประเทศอีกต่อไป
ย้อนกลับมามองประเทศไทย ที่ล่าสุดมีเหตุชุมนุมประท้วงของมวลชนครั้งใหญ่อีกครั้ง เพื่อต่อต้านความพยายามผลักดันร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมของรัฐบาลนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ ชินวัตร ของไทย ซึ่งทำให้เหตุการณ์บนหน้าประวัติศาสตร์ไทยย้อนกลับมารอยเดิมในช่วงที่ไทยปกครองโดยจอมพล ถนอม กิตติขจร
แบรนดอนกล่าวว่า ขณะที่ตัวตนของทักษิณที่มีต่อสังคมไทยคล้ายคลึงกันกับที่พลเอกถนอม กิตติขจรมีในอดีต พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมก็เหมือนกับกฎหมายไทยในช่วงปี 1970 ที่ทำให้เกิดกระแสต่อต้านอย่างรุนแรง เพราะการละเว้นไม่เอาผิดผู้กระทำผิดกฎหมาย ได้ทำลายระบบยุติธรรมของประเทศอย่างสิ้นเชิง.
ทั้งนี้ แม้สภาพเศรษฐกิจและสังคมของไทยและกัมพูชาจะพัฒนามากขึ้น จนยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งสองประเทศโดยรวมให้ดีขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับ เมื่อ 34 ปีก่อน แต่ทว่า การคงอยู่ของระบบนิรโทษกรรม ทำให้ระบบยุติธรรมของทั้งสองชาติยังอ่อนด้อยและไม่เคยประสบกับคำว่ากระบวนการศาลอย่างแท้จริง
แบรนดอนยอมรับว่าภาคประชาสังคมของไทยและกัมพูชาต่างแข็งแกร่งมากขึ้นกว่าในอดีต เห็นได้จากการออกมาพูดและเรียกร้องทวงถามตามท้องถนนในกรุงเทพฯ และกรุงพนมเปญ เพื่อสังคมภายใต้การปกครองที่ดี พร้อมด้วยหลักนิติธรรม มีความรับผิดชอบ โปร่งใสและตรวจสอบได้
แต่ความมุ่งมั่นของรัฐบาลทั้งสองประเทศที่จะตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนยังมีอยู่น้อยมาก ทั้งๆ ที่ ปัจจัยทั้งหมดข้างต้นคือสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ความสมานฉันท์เกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง อีกทั้งยังช่วยบรรเทาความขัดแย้งบาดหมางทางการเมืองของทั้งไทยและกัมพูชาได้เป็นอย่างดี
แบรนดอนสรุปว่า หากสิ่งที่กล่าวทั้งหมดข้างต้นสามารถเกิดขึ้นได้จริงในไทยและกัมพูชา บางทีสันติภาพและความยุติธรรมที่หลายฝ่ายเรียกร้องกันมาอย่างยาวนานจะเติบโตงอกเงยอย่างสมบูรณ์และสวยงามในสังคมไทยเสียที.







