
กทม.อันตรายเสี่ยงภัยโลกแปรปรวน
บริษัทวิเคราะห์ความเสี่ยงในอังกฤษเผย กรุงเทพฯติดอันดับ 5 ของโลก มีความเสี่ยงสูงเผชิญสภาวะอากาศแปรปรวน
บริษัทวิเคราะห์ความเสี่ยงในอังกฤษเผย กรุงเทพฯติดอันดับ 5 ของโลก มีความเสี่ยงสูงเผชิญสภาวะอากาศแปรปรวน
ชาวกรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมรอาจจะนั่งๆ นอนๆ กันไม่เป็นสุขอีกต่อไป เมื่อบริษัท Maplecroft ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ความเสี่ยงในอังกฤษ ได้จัดทำรายงานประจำปีว่าด้วยดัชนีความเสี่ยงจากวิกฤตสภาวะอากาศของโลกแปรปรวน หรือ Climate Change Vulnerability Index
ผลปรากฏว่า จากการจัดอันดับนครที่ตกอยู่ในความเสี่ยงจากสภาวะอากาศโลกแปรปรวนที่สุด กรุงเทพฯ ของเรามีความเสี่ยงสูงสุดอยู่ในอันดับที่ 5 ส่วนอันดับที่ 1 คือ กรุงธากา เมืองหลวงของบังกลาเทศ อันดับที่ 2 คือ นครมุมไบ ของอินเดีย อันดับที่ 3 คือ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปินส์ และอันดับที่ 4 คือ นครโกลกาตา ของอินเดีย
นอกจากจะจัดอันดับเป็นรายเมืองแล้ว ยังมีการจัดอันดับเป็นรายประเทศ ปรากฏว่า บังกลาเทศคว้าอันดับ 1 ไปทั้งสองประเภท เนื่องจากตกเป็นเป้านิ่งของพายุไซโคลน วิกฤตสตอร์มเสิร์จ ดินถล่ม และปัญหาน้ำท่วมเรื้อรัง และยิ่งภัยธรรมชาติเหล่านี้ถาโถมเข้าใส่บังกลาเทศมากเท่าไร รัฐบาลก็จะยิ่งอ่อนแอ และมีประสิทธิภาพในการรับมือกับภัยเหล่านี้ได้น้อยลงเท่านั้น
จากการจัดอันในปีที่ผ่านๆ มา เมืองเหล่านี้ติดอยู่ในภาวะเสี่ยงทุกครั้ง เนื่องจากเป็นนครใหญ่ที่ตั้งอยู่ใกล้กับชายฝั่ง มีความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่มากนัก ทำให้เสี่ยงที่จะถูกน้ำท่วมบ่อยครั้งในระยะยาว หรือในกรณีที่เลวร้ายที่สุดอาจจมทะเลไปตลอดกาล หากน้ำแข็งขั้วโลกละลายในปริมาณที่มากเกินความคาดหมาย
ความเสี่ยงในระยะยาวสามารถป้องกันแก้ไขได้ หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจัง แต่ในระยะสั้น มหานครทั่วโลกไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบร้ายแรงจากภาวะอากาศโลกแปรปรวนได้ โดยเฉพาะความเสียหายทางเศรษฐกิจ
Maplecroft ระบุว่า ในช่วงเวลา 12 ปีต่อจากนี้ เศรษฐกิจโลกในอัตราส่วน 1 ใน 3 จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากปัญหาสภาพอากาศโลกปั่นป่วน
จากการศึกษาพบว่า ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) รวมกันของทั้ง 67 ประเทศที่อยู่ในการสำรวจในครั้งนี้ มีอัตราเสี่ยงเพิ่มขึ้นที่จะได้รับผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อมระดับโลก จากตัวเลขประเมินเดิมที่คาดว่าน่าจะมีมูลค่าความเสียหายที่ 15 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ มาอยู่ที่ 44 ล้านล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2025
นอกจากนี้ หายนะที่จะเกิดกับประชาชนก็ยิ่งจะทวีความเลวร้ายยิ่งขึ้น เนื่องจากในอีก 12 ปีข้างหน้า ประชากรในประเทศเหล่านี้จะเพิ่มขึ้นจาก 4,500 ล้านคน มาอยู่ที่ 5,000 ล้านคน
บริษัท Maplecroft ยังชี้ด้วยว่า แม้มหานครหลักๆ ที่ตกอยู่ในภาวะความเสี่ยงอย่างรุนแรงจะอยู่ในเอเชีย ทว่า ผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโลกโดยรวมจะรุนแรงไม่แพ้มหานครใหญ่ในประเทศพัฒนาแล้ว เนื่องจากมหานครหลายแห่งในเอเชียจะมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่รุดหน้า เช่น กรุงเทพฯ มุมไบ และโกลกาตา เป็นต้น ซึ่งบรรดามหานครเหล่านี้จะมีมูลค่า GDP เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัว จาก 275,000 ล้านเหรียญสหรัฐ มาอยู่ที่ 804,000 ล้านเหรียญสหรัฐ







