
แผนเพิ่มสภาพคล่องจีนเหลวดอกเบี้ยกู้ยืมพุ่งสุด 3 เดือน
แผนอัดฉีดจีนไม่ได้ผล ตลาดหุ้นจีนร่วง อัตราดอกเบี้ยกู้ยืมแบงก์พุ่งสูงสุดรอบ 3 เดือน เชื่อเป็นแผนทางจิตวิทยาเท่านั้น หวั่นตลาดเงินตึงตัวอีกรอบ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
แผนอัดฉีดจีนไม่ได้ผล ตลาดหุ้นจีนร่วง อัตราดอกเบี้ยกู้ยืมแบงก์พุ่งสูงสุดรอบ 3 เดือน เชื่อเป็นแผนทางจิตวิทยาเท่านั้น หวั่นตลาดเงินตึงตัวอีกรอบ
แผนอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบของธนาคารกลางจีนจำนวน 1.3 หมื่นล้านหยวน (ราว 6.5 หมื่นล้านบาท) เมื่อวันที่ 29 ต.ค.ที่ผ่านมา ยังคงไม่สามารถช่วยฟื้นเชื่อมั่นให้กับตลาดในประเทศพ้นจากความกังวลด้านสภาพคล่องตึงตัวได้ ส่งผลให้ตลาดหุ้นในประเทศ รวมถึงอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมระหว่างธนาคารพุ่งสูงสุดในรอบ 3 เดือน เนื่องจากปริมาณเงินที่อัดฉีดเข้ามารอบใหม่ยังคงน้อยกว่าปริมาณเงินที่หายออกไปจากระบบใน 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งมีมากถึง 1.025 แสนล้านหยวน (ราว 5 แสนล้านบาท)
ผลจากการที่แผนการอัดฉีดสภาพคล่องยังไม่สามารถฟื้นความเชื่อมั่น ทำให้ดัชนีตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตร่วงลง 0.9% ขณะที่อัตราดอกเบี้ยกู้ยืมระหว่างธนาคาร ซึ่งใช้เป็นมาตรวัดสภาพคล่องระบบการเงินในประเทศจีนพุ่งสูงขึ้น 0.07% ไปที่ 5% สูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 30 ก.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมา เคยทำสถิติพุ่งขึ้นไปถึงระดับที่ 10.77% มาแล้ว ส่วนอัตราดอกเบี้ยระยะข้ามคืนเพิ่มสูงขึ้น 0.22% ไปอยู่ที่ 4.68%
“ปริมาณเงินที่อัดฉีดเข้ามามีน้อยมากและเป็นเพียงแค่ความพยายามที่จะอัดฉีดเข้ามาเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับตลาดเท่านั้น อย่างไรก็ตาม แม้จะเชื่อว่าในปลายเดือนนี้อัตราดอกเบี้ยกู้ยืมดังกล่าวจะลดลงมาอย่างรวดเร็ว แต่ธนาคารยักษ์ใหญ่ในประเทศจะยังคงระมัดระวังอย่างมากในการปล่อยกู้” กั๋วเชาหมิง นักวิเคราะห์ด้านตลาดพันธบัตรของธนาคารอินดัสเตรียลแบงก์ในเซี่ยงไฮ้ กล่าว
ปัญหาสภาพคล่องในระบบการเงินเริ่มกลับมาตึงตัวอีกครั้ง หลังจากที่ธนาคารกลางจีนได้ยุติการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบมาตั้งแต่วันที่ 17 ต.ค. ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าสาเหตุเกิดมาจากสองปัจจัย คือ หนึ่ง เป็นช่วงเวลาที่บริษัทต่างๆ ต้องจ่ายภาษีนิติบุคคลพอดี
ปัจจัยต่อมาคือ การที่ผู้กำหนดนโยบายทางการเงินของแดนมังกรต้องการควบคุมภาวะเงินเฟ้อในประเทศเอาไว้ ท่ามกลางสภาวะการเติบโตทางเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตได้ดี เพราะล่าสุดอัตราเงินเฟ้อในประเทศเดือน ก.ย. ได้เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 3.1% หรือสูงสุดในรอบ 7 เดือน ขณะที่จีดีพีไตรมาส 3 ที่ผ่านโตถึง 7.8%
“ข้อมูลตัวเลขเศรษฐกิจที่ดีขึ้นและเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น ไม่ใช่ปัจจัยหนุนให้ผู้กำหนดนโยบายการเงินต้องคงการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเอาไว้” ฉือถงเหลียง นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ ไชน่าเซ็กคิวริตี กล่าว







