
มะกันวิกฤตหนักเจอแฉอีกดักฟังเสปน 60 ล.ครั้ง
หนังสือพิมพ์เอล มุนโด จากสเปน เปิดเผยโดยอ้างหลักฐานที่ได้รับการเปิดโปงจาก เอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน อดีตลูกจ้างหน่วยงานความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐ (เอ็นเอสเอ)
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
หนังสือพิมพ์เอล มุนโด จากสเปน เปิดเผยโดยอ้างหลักฐานที่ได้รับการเปิดโปงจาก เอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน อดีตลูกจ้างหน่วยงานความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐ (เอ็นเอสเอ) ว่า หน่วยงานด้านความมั่นคงภายในสหรัฐแอบดักฟังการใช้โทรศัพท์ในสเปนมากกว่า 60.5 ล้านครั้ง ภายในระยะ 1 เดือน โดยเริ่มต้นเมื่อเดือน ธ.ค.ปีที่แล้วถึงต้นเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา อีกทั้งยังแอบติดตามการใช้โทรศัพท์ของคนสเปนด้วยว่าต่อสายปลายทางไปที่แห่งหนใดและต้นสายเริ่มโทรออกมาจากที่ใด
แม้ทางรัฐบาลสหรัฐรีบจะออกมาปฏิเสธการนำเสนอข่าวดังกล่าวแล้ว แต่ก็สร้างความไม่พอใจให้กับรัฐบาลสเปนเป็นอย่างยิ่ง โดยล่าสุดทางกระทรวงต่างประเทศแห่งแดนกระทิงดุได้เรียกตัว เจมส์ คอสตอส เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำสเปน มาพูดคุยในเรื่องดังกล่าวแล้ว หลังจากเกิดกรณีการลอบดักฟังสุดอื้อฉาวดังกล่าวขึ้น
นอกจากนี้ การออกมาแฉของสื่อยักษ์ใหญ่แดนกระทิงครั้งนี้ ถือเป็นประเทศในยุโรปรายล่าสุดที่มีหลักฐานบ่งชี้ชัดแจ้งว่าได้ตกเป็นเป้าของการแอบสอดแนมอันอื้อฉาวของสหรัฐ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ผู้นำและประชาชนชาวเยอรมนีตกเป็นเหยื่อการถูกสอดแนมโดยหน่วยงานเอ็นเอสเอมาเป็นเวลานานกว่า 10 ปี
ล่าสุดปัญหาดังกล่าวได้ส่งผลกระเทือนต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับเยอรมนีรวมถึงประเทศอื่นๆ ในยุโรปแล้ว โดย ฮันส์ ปีเตอร์ ฟรีดิช รัฐมนตรีมหาดไทยของเยอรมนี ประกาศลั่นว่า ความเชื่อมั่นของประเทศเยอรมนีที่มีต่อสหรัฐได้ถูกสั่นคลอนลงในทันทีที่มีการเปิดโปงว่าหน่วยงานเอ็นเอสเอของเมืองลุงแซมแอบลักลอบเข้าถึงข้อมูลการใช้โทรศัพท์ของนายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เกิล ของเยอรมนี มานานกว่า 10 ปี แถมตัวประธานาธิบดี บารัก โอบามา ของสหรัฐ ก็รับรู้มาโดยตลอดว่ามีการดักฟังผู้นำเมืองเบียร์ขึ้น
“ความเชื่อมั่นในตัวพันธมิตรของเราถูกสั่นคลอนแล้ว และถ้าชาวอเมริกันแอบลักลอบดักฟังโทรศัพท์ในเยอรมนีจริง ก็ถือว่าพวกเขาละเมิดกฎหมายของเยอรมนีบนแผ่นดินของเยอรมนี ดังนั้นผมจึงต้องการข้อมูลทั้งหมด” ฟรีดิช กล่าว
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีเมืองเบียร์ยังได้ส่งหัวหน้าฝ่ายข่าวกรองของเยอรมนีไปยังกรุงวอชิงตันในสหรัฐแล้ว เพื่อผลักดันให้เกิดการสอบสวนกรณีอื้อฉาวที่เกิดขึ้น
ขณะที่ผู้แทนของรัฐสภาแห่งสหภาพยุโรป (อียู) กำลังเตรียมตัวจะเดินทางไปหารือกับทางการสหรัฐเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าว ส่วนเจ้าหน้าที่จากคณะกรรมาธิการด้านเสรีภาพประชาชนแห่งรัฐสภายุโรปเตรียมที่จะไปกล่าวในสภาคองเกรส เพื่อชี้ให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับการเก็บข้อมูลจากประชาชน
เหตุสอดแนมสุดอื้อฉาวยังไม่จบเพียงเท่านี้ เนื่องจากสำนักข่าวเกียวโดจากญี่ปุ่นได้ออกมาแฉว่า หน่วยเอ็นเอสเอได้เคยร้องขอให้รัฐบาลแดนปลาดิบช่วยสอดแนมข้อมูลส่วนบุคคลที่ใช้การสื่อสารผ่านทางเครือข่ายเส้นใยแก้วความเร็วสูงมาแล้วเมื่อปี 2554
อย่างไรก็ตาม คำร้องขอของหน่วยงานความมั่นคงจากสหรัฐ ซึ่งคาดว่าต้องการจะล้วงข้อมูลจากจีนได้รับการปฏิเสธจากรัฐบาลญี่ปุ่นกลับไป เนื่องจากพบว่ามีข้อจำกัดทางกฎหมาย และขาดแคลนทรัพยากรบุคลากรในการดำเนินการดังกล่าว
ทั้งนี้ เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียนจากอังกฤษก็เพิ่งจะออกมาเผยโดยอ้างหลักฐานที่ได้จากสโนว์เดน ว่า เอ็นเอสเอเคยแอบดำเนินการดักฟังการใช้โทรศัพท์ของผู้นำ 35 ประเทศทั่วโลกมาแล้วเมื่อช่วงปี 2549 ทว่าสื่อชื่อดังแดนผู้ดีไม่เปิดเผยว่าประเทศที่ตกเป็นเหยื่อมีประเทศใดบ้าง
จากเหตุอื้อฉาวที่ได้รับการเปิดโปงอย่างต่อเนื่อง ทำให้เยอรมนีกับฝรั่งเศสเตรียมที่จะเร่งผลักดันให้สหรัฐลงนามในความตกลงด้านการควบคุมการจารกรรมข้อมูลทางราชการของกลุ่มประเทศที่เป็นพันธมิตรขึ้นใหม่ภายในสิ้นปีนี้
ขณะที่ที่ประชุมสุดยอดผู้นำ 28 ประเทศในสหภาพยุโรป (อียู) ได้ออกแถลงการณ์ว่า ถึงแม้ความสัมพันธ์ระหว่างยุโรปกับสหรัฐจะยังคงมีความสำคัญอยู่ แต่ควรอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อมั่นและไว้วางใจ โดยเฉพาะในเรื่องการสืบราชการลับและข่าวกรอง
นอกจากนี้ ผู้นำยุโรปหลายประเทศยังเคยระบุอีกด้วยว่า ปัญหาความไม่ไว้วางใจระหว่างสหรัฐกับยุโรปที่เกิดขึ้น อาจทำให้ความร่วมมือในด้านการปราบปรามและป้องกันการก่อการร้ายเสื่อมถอยลง







