
ศึกเพดานหนี้มะกันยังไม่จบ แค่พักยก ปีหน้าซัดกันต่อ
หลังจากทั่วโลกต้องลุ้นระทึกมาหลายสัปดาห์ว่าสหรัฐจะเข้าสู่ “ภาวะผิดนัดชำระหนี้” เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลกหรือไม่
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
หลังจากทั่วโลกต้องลุ้นระทึกมาหลายสัปดาห์ว่าสหรัฐจะเข้าสู่ “ภาวะผิดนัดชำระหนี้” เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลกหรือไม่ ในที่สุดสภาคองเกรสในสหรัฐก็สามารถผ่านร่างกฎหมายข้อตกลงยืดเพดานหนี้และกฎหมายเปิดหน่วยงานรัฐบาลชั่วคราวออกไปจนถึงต้นปีหน้าเป็นผลสำเร็จ
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่พรรคฝ่ายค้านรีพับลิกันยอมอ่อนข้อให้พรรคเดโมแครตด้วยการนำประเด็นนโยบายการปฏิรูประบบกฎหมายประกันสุขภาพแห่งชาติ (โอบามาแคร์) ออกจากเงื่อนไขการต่อรองเพื่อขึ้นเพดานหนี้และจ่ายเงินให้หน่วยงานรัฐบาลกลางชั่วคราว
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ดีลขยายเพดานหนี้ไปจนถึงวันที่ 7 ก.พ. และเปิดทำการหน่วยงานรัฐบาลชั่วคราวไปจนถึงวันที่ 15 ม.ค. ระหว่างสองพรรคการเมืองมะกันจะช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศรวมถึงทั่วโลกรอดพ้นจากภาวะวิกฤตมาได้ แต่คาดว่าจะเป็นเพียงการแก้ปัญหาแบบชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น และคาดว่าทั้งสองพรรคจะกลับเข้าสู่วังวนความขัดแย้งเดิมอีกครั้งในต้นปีหน้า
ประการแรก เนื่องจากข้อตกลงยืดเพดานหนี้และการเปิดหน่วยงานรัฐบาลออกไปชั่วคราวถึงต้นปีหน้าไม่ได้ช่วยเคลียร์รากเหง้าความขัดแย้งในด้านแนวคิดปรัชญาการดำเนินนโยบายการคลังของสองพรรคการเมืองที่ต่างกันสุดขั้วเลย และคาดว่าน่าจะทำให้ทั้งสองพรรคกลับมาเผชิญหน้ากันมากขึ้น
โดยเฉพาะในเรื่องกฎหมายการปฏิรูประบบประกันสุขภาพ หรือ “โอบามาแคร์” ที่ฝ่ายพรรครัฐบาลต้องการมีไว้เพื่อกระจายโอกาสการเข้าบริการรักษาสุขภาพ แต่ฝ่ายค้านรีพับลิกันยืนยันว่าจะต้องตัดลดงบหรือเลื่อนระยะเวลาบังคับใช้นโยบายดังกล่าวออกไปเพื่อรักษาวินัยการคลังของประเทศเอาไว้ อีกทั้งกฎหมายดังกล่าวยังสร้างภาระให้กับผู้ประกอบการธุรกิจ
ประการที่สอง ผลจากการที่ฝ่ายพรรครีพับลิกันยอมถอยครั้งนี้ ทำให้การเจรจาครั้งหน้ากับพรรคเดโมแครตเพื่อหาทางประนีประนอมร่วมกันดูจะเป็นไปได้ยากมากขึ้น
เนื่องจากฝ่ายพรรครีพับลิกันจะต้องกลับมาแสดงท่าทีและจุดยืนที่แข็งกร้าวในการเจรจาเรื่องการตัดลดงบประมาณหรือเลื่อนระยะเวลาการบังคับใช้กฎหมายโอบามาแคร์มากกว่าที่ผ่านๆ มาอย่างแน่นอน เพราะแรงกดดันจากกลุ่มก๊วนภายในพรรคเอง เช่น กลุ่มอนุรักษนิยมขวาจัด ที ปาร์ตี้ ที่คาดว่าจะเข้ากดดันให้แกนนำคนสำคัญของพรรคที่ไปเจรจาไม่ให้อ่อนข้อต่อพรรครัฐบาลมากไปกว่านี้
ในทางกลับกัน ทางฝ่ายพรรคเดโมแครตและตัวของประธานาธิบดี บารัก โอบามา ของสหรัฐเองก็จะยิ่งได้ใจจากการที่พรรคเดโมแครตยอมถอยให้ในยกแรก และทำให้รู้สึกว่ามีแต้มเหนือกว่า ดังนั้นจึงยากที่ยอมอ่อนข้อให้กับรีพับลิกัน และที่ผ่านมา โอบามา ก็ยืนยันมาตลอดว่าหากตราบใดที่พรรครีพับลิกันยังคงแตะเรื่องนโยบายโอบามาแคร์ ทางฝ่ายรัฐบาลจะไม่ยอมอ่อนข้อให้อย่างเด็ดขาด
ดังนั้น จึงคาดว่าความขัดแย้งในประเด็นโอบามาแคร์จะทำให้ทั้งสองพรรคต้องเจรจายืดเยื้อยาวไปจนถึงช่วงต้นปีหน้าอย่างแน่นอน และคาดว่าทั้งสองฝ่ายจะยินยอมอ่อนข้อให้กันยากมากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะรีพับลิกันที่ไม่น่าจะยอมให้อีกเป็นคำรบที่สอง
นอกจากนี้ สาเหตุที่พรรครีพับลิกันเป็นฝ่ายยอมถอยให้กับพรรคเดโมแครตครั้งนี้ ก็เป็นเพียงเพราะแรงกดดันทางการเมืองจากฝั่งประชาชนที่ถาโถมเข้ามา ดังนั้นรีพับลิกันจึงจำเป็นต้องลดแรงเสียดทานจากเสียงประชาชนไว้เพื่อรักษาคะแนนนิยมทางการเมืองเอาไว้เท่านั้น หลังจากที่ประชาชนเริ่มส่งสัญญาณความไม่พอใจต่อรีพับลิกันมากขึ้นเรื่อยๆ
เห็นได้จากผลสำรวจของสถานีโทรทัศน์เอ็นบีซีและหนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล ที่ระบุว่า ประชาชนส่วนใหญ่ หรือคิดเป็น 55% คิดว่าพรรครีพับลิกันเป็นตัวสร้างปัญหาวิกฤตการคลังของประเทศมากกว่าฝ่ายรัฐบาลที่นำโดยประธานาธิบดี บารัก โอบามา แห่งพรรคเดโมแครต ซึ่งมีคะแนนอยู่ที่ 31%
ด้วยเหตุนี้ จึงคาดว่าในต้นปีหน้าปัญหาความขัดแย้งระหว่างสองพรรคการเมืองจะต้องหวนกลับมาหลอกหลอนให้ทั่วโลกต้องอกสั่นขวัญผวากันอีกครั้งอย่างยากที่จะเลี่ยง
ถึงกระนั้น แม้ว่าปัจจุบันข้อตกลงนี้จะช่วยต่อลมหายใจให้กับเศรษฐกิจสหรัฐ รวมถึงเหล่าเจ้าหนี้ เช่น ผู้รับสวัสดิการบำนาญไปจนถึงผู้ถือครองพันธบัตรทั่วโลกให้รู้สึกคลายความวิตกต่อความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ได้
ทว่าในมุมมองนักธุรกิจและนักวิเคราะห์ชั้นนำหลายสำนักต่างเห็นตรงกันว่า ภัยคุกคามต่อเศรษฐกิจสหรัฐปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่ ภาคการเงินหรือความอ่อนแอจากภาคเศรษฐกิจจริงเพียงอย่างเดียวแล้ว แต่ยังรวมถึงความเสี่ยงที่มาจากเหล่านักการเมืองในประเทศที่หมายมุ่งจะเอาชนะคะคานกันในเกมการเมืองโดยไม่สนใจว่าได้ทำร้ายการขยายตัวเศรษฐกิจของประเทศไปมากเท่าไรแล้ว
เนื่องจากภาวะความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ส่งผลต่อการดำเนินนโยบายการคลังและเศรษฐกิจระดับประเทศเกิดความผันผวนในระยะ 34 ปีหลังที่ผ่านมา ทำให้นักธุรกิจและผู้ประกอบการต้องชะลอแผนการลงทุนเอาไว้ ซึ่งนั่นได้ทำให้เมืองลุงแซมพลาดโอกาสงามๆ ในการเร่งฟื้นตัวจากอาการป่วยทางเศรษฐกิจเมื่อ 5 ปีก่อนไปอย่างน่าเสียดาย
มาร์ค ซานดี นักวิเคราะห์จากบริษัท มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ระบุว่า ผลจากความขัดแย้งทางการคลังระหว่างสองพรรคการเมือง และนำไปสู่การตัดลดงบประมาณรายจ่ายหลายต่อหลายครั้ง โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2011 ที่หนี้สหรัฐชนเพดาน ตามมาด้วยการตัดลดงบประมาณอัตโนมัติ (ซีเควสเตอร์) และปัญหาหน้าผาการคลัง (ฟิสคัลคลิฟ) เมื่อต้นปี 2012 ได้ทำให้สหรัฐสูญเสียโอกาสในการสร้างตำแหน่งงานใหม่ๆ ไปแล้วถึง 2.25 ล้านตำแหน่งงาน
“ถ้าหากมีการสร้างงานในระดับดังกล่าวขึ้นมาจริง และไม่มีการตัดลดงบประมาณเกิดขึ้น ก็คาดว่าอัตราการว่างงานในสหรัฐให้ลงมาเหลืออยู่ที่ 6.3% ได้เลยทีเดียว ขณะที่ปัจจุบันอยู่ที่ 7.7%” ซานดี กล่าว
ขณะที่บริษัทจัดอันดับเครดิตชื่อดัง สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) ระบุว่า ผลพวงจากการงัดข้อทางด้านการคลังรอบล่าสุดจนนำไปสู่ภาวะการปิดตัวลงของหน่วยงานรัฐบาลกลาง ได้สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจเมืองลุงแซมไปแล้วถึง 2.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และยังทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจไตรมาส 4 ปีนี้ได้รับผลกระทบกระเทือนไปไม่น้อย โดยจากการประเมินในเบื้องต้นคาดว่าจะทำให้ตัวเลขจีดีพีหายไป 0.6%
นอกจากนี้ บริษัทจัดอันดับเครดิตชื่อดังได้เตือนอีกว่า หากความขัดแย้งทางการคลังที่เป็นผลมาจากเกมการเมืองเกิดขึ้นอีกครั้ง ความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจแห่งแดนพญาอินทรีก็มีแนวโน้มจะต้องเจ็บปวดรวดร้าวกว่านี้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่จะลดลงอย่างหนัก
ดังนั้น ผลจากความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจที่ถูกบั่นทอนลงจากความขัดแย้งทางนโยบายการคลัง ทำให้การดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายและการกระตุ้นด้วยยาแรงอย่าง มาตรการเข้าซื้อสินทรัพย์ (คิวอี) เดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จึงยังมีความจำเป็นอยู่
และหากวิกฤตทางตันด้านการคลังและเพดานหนี้กลับมาหลอกหลอนอีกครั้งในปีหน้า ก็คาดว่าจะยิ่งทำให้แผนการลดขนาดคิวอีของเฟดต้องเลื่อนออกไปอีก เห็นได้จากเมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมาที่ประชุมเฟดต้องเลื่อนการลดคิวอีออกไป เนื่องจากเห็นว่าเศรษฐกิจเมืองลุงแซมยังคงอยู่ในภาวะความเสี่ยงจากภาวะความไม่แน่นอนทางนโยบายการคลังที่เกิดจากความขัดแย้งของฝ่ายการเมือง
ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐก็ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะเข้ามาหลอกหลอนและทำลายความเชื่อมั่นเศรษฐกิจโลกอยู่เหมือนเดิม







