posttoday
เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง ปี2 Hokkaido Slow Drive 11

เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง ปี2 Hokkaido Slow Drive 11

06 ตุลาคม 2556

ผมขับรถฝ่าสายฝนจากทะเลสาบชิโกทสึมาถึงหมู่บ้านฮิราฟุตอนประมาณ 4 โมงกว่าๆ หน้าตามันแตกต่างจากหน้าหนาวของปีที่แล้วมาก ผมเคยผ่าน Hirafu มาแล้วตอนไปเล่นสกีที่ Niseko Village ตอนนั้นผมลงรถไฟที่เมือง Kutchan แล้วนั่งแท็กซี่ผ่านฮิราฟุ ทั้งหมู่บ้านดูคึกคักสว่างไสวและคลาคล่ำไปด้วยผู้คนเหมือนมีงานเทศกาลจนอยากแวะเที่ยว แต่รอบนี้ไปตอนช่วงปลายหน้าร้อน บรรยากาศของเมืองเงียบเหงาผิดจากที่เคยเห็น แต่ก็ทำให้สำรวจเมืองและพื้นที่ข้างเคียงได้ง่ายขึ้นเพราะไม่มีหิมะ ผมขับรถไปที่ Landmark View เพื่อเช็กอิน อันที่จริงที่พักของผมเป็นอีกที่หนึ่ง แต่ตามเอกสารยืนยันการเข้าพักเขาระบุให้ผมมาเช็กอินที่นี่ซึ่งก็ไม่ทราบว่าทำไม สงสัยไปก็ไม่มีประโยชน์ ไปตามที่เขาระบุนี่แหละ แล้วค่อยไปสอบถามเอาข้างหน้า

ผมขับรถฝ่าสายฝนจากทะเลสาบชิโกทสึมาถึงหมู่บ้านฮิราฟุตอนประมาณ 4 โมงกว่าๆ หน้าตามันแตกต่างจากหน้าหนาวของปีที่แล้วมาก ผมเคยผ่าน Hirafu มาแล้วตอนไปเล่นสกีที่ Niseko Village ตอนนั้นผมลงรถไฟที่เมือง Kutchan แล้วนั่งแท็กซี่ผ่านฮิราฟุ ทั้งหมู่บ้านดูคึกคักสว่างไสวและคลาคล่ำไปด้วยผู้คนเหมือนมีงานเทศกาลจนอยากแวะเที่ยว แต่รอบนี้ไปตอนช่วงปลายหน้าร้อน บรรยากาศของเมืองเงียบเหงาผิดจากที่เคยเห็น แต่ก็ทำให้สำรวจเมืองและพื้นที่ข้างเคียงได้ง่ายขึ้นเพราะไม่มีหิมะ ผมขับรถไปที่ Landmark View เพื่อเช็กอิน อันที่จริงที่พักของผมเป็นอีกที่หนึ่ง แต่ตามเอกสารยืนยันการเข้าพักเขาระบุให้ผมมาเช็กอินที่นี่ซึ่งก็ไม่ทราบว่าทำไม สงสัยไปก็ไม่มีประโยชน์ ไปตามที่เขาระบุนี่แหละ แล้วค่อยไปสอบถามเอาข้างหน้า

Landmark View เป็นอพาร์ตเมนต์สูง 6 ชั้น ตั้งอยู่บนถนน GondolaZaka ในเขต Upper Village ของหมู่บ้านฮิราฟุ ซึ่งถือว่าเป็นตำแหน่งที่ดี เพราะอยู่ใกล้กับถนนใหญ่และสถานี Gondola จึงเป็นที่นิยมของบรรดานักสกีทั้งหลาย แต่วันที่ผมไปนั้นแทบไม่มีคนเลย ที่เคาน์เตอร์มีเจ้าหน้าที่ 2 คน ผมเลยขอแผนที่พร้อมทั้งขอให้เขาช่วยอธิบายภูมิศาสตร์ของหมู่บ้านให้ฟัง พร้อมทั้งชี้ตำแหน่งสำคัญๆ ในเมืองที่ผมควรทราบ หมู่บ้านฮิราฟุมีขนาดไม่ใหญ่มาก ประมาณรถวิ่ง 10 นาทีก็สุดหมู่บ้านแล้ว ทางหลวงหมายเลข 343 เป็นถนนสายหลักที่วิ่งผ่ากลางหมู่บ้าน ถ้าวิ่งจากเมือง Kutchan มาจะถึง East Village ก่อน ที่พักแถบนี้จะเป็นบ้านเป็นหลังๆ และร้านอาหารน่ารักๆ กระจายกันไป วิ่งมาอีกนิดจะถึง Main Village ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ตอนบนของถนนเรียกว่า Upper Village เป็นที่ตั้งของโรงแรมและอพาร์ตเมนต์ระดับดีลักซ์จนถึงพรีเมียม สกีลิฟต์และกระเช้าไฟฟ้าก็อยู่บนนี้ทั้งหมด ตอนล่างของถนนเรียกว่า Lower Village ย่านนี้ส่วนใหญ่จะเป็นบ้านพัก ทาวน์เฮาส์ หรืออาคารที่พักขนาดเล็ก ร้านสะดวกซื้อ ซึ่งมีอยู่แค่ 2 เจ้าเท่านั้น คือ Seico Mart และ Lawson ก็อยู่ที่ Main Village นี่เช่นกัน เลยไปหน่อยก่อนสุดหมู่บ้านเรียกว่า South Village ก็จะเป็นบ้านพักสลับกับร้านอาหาร แต่ไม่หนาแน่นเท่ากับฝั่งตะวันออก

ผมเรียนภูมิศาสตร์ของหมู่บ้านจบในเวลาอันรวดเร็ว พร้อมหยิบแผนที่ติดมือมาด้วยอีก 2 แผ่นไว้ศึกษาต่อ จากนั้นก็ขึ้นรถใส่เบอร์โทรแล้วก็ขับออกไปแค่ 5 นาทีก็ถึง Kizuna อพาร์ตเมนต์ขนาดย่อมสูง 7 ชั้น ที่ผมจะพักในคืนนี้และคืนถัดไป ผมจอดรถแล้วก็ขึ้นไปสำรวจห้องก่อนเลยครับ พอเข้ามาในอาคารถึงทราบเหตุผลว่าทำไมต้องไปเช็กอินคนละที่ เพราะที่นี่ไม่มีใครเลยครับ ไม่มีเจ้าหน้าที่เลยสักคน ประตูทางเข้าเป็นระบบอัตโนมัติเปิดปิดโดยใช้การ์ด ถ้าผมดุ่ยๆ มาที่นี่เลยก็พลาด ต้องกลับไปที่ Landmark View อยู่ดี ผมได้ห้องหมายเลข 501 ขนาดห้อง 93 ตารางเมตร 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ ห้องนั่งเล่นใหญ่ได้ใจ เห็นวิวภูเขาโยเทอิเต็มตา พร้อมครัวขนาดพอเหมาะอุปกรณ์ครบครัน ทำกับข้าวกินเองได้ถ้าใจรัก เครื่องซักผ้าพร้อม เป็นอพาร์ตเมนต์ที่ยังใหม่ ที่สำคัญคือมีเครื่องปรับอากาศ ต้องบอกว่านี่คือเรื่องสำคัญสำหรับคนไทยเราเลย เพราะที่พักส่วนใหญ่ไม่มีแอร์ครับ บ้านเขาร้อนแค่เดือนสองเดือน และปริมาณธุรกิจส่วนใหญ่จะอยู่ในหน้าหนาว ร้านอาหารและที่พักหลายแห่งก็เลยเปิดเฉพาะหน้าหนาว แต่ก็ยังมีอีกเกือบครึ่งที่เปิดให้บริการตลอดทั้งปี ที่พักอีกหลายแห่งที่ผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมสวยมากๆ ก็จริง แต่ติดตรงที่ไม่มีแอร์เลยไม่สามารถแนะนำให้คนไทยไปพักในหน้าร้อนได้

ผมทยอยขนของขึ้นไปเก็บในห้องพักแล้วก็นั่งศึกษาแผนที่ อพาร์ตเมนต์ Kizuna ที่ผมพักนั้นตั้งอยู่ในใจกลางย่าน Upper Village เลย แต่ว่าอยู่ในส่วนที่เงียบสงบไม่พลุกพล่าน ห่างจากสกีลิฟต์และกอนโดลาไม่มากนัก มองออกนอกหน้าต่างไปก็เห็นบ้านพักและอพาร์ตเมนต์ข้างเคียง ให้ความรู้สึกแตกต่างจากการพักในโรงแรมอย่างสิ้นเชิง ผมเริ่มหลงรักหมู่บ้านนี้ขึ้นมาทันที อยากออกไปเดินเล่น อยากออกไปเดินดูโน่นดูนี่ให้สมใจ แต่ติดที่ฝนตกพรำๆ ตลอดเลยไม่สะดวก ได้แต่เล็งและกำหนดตำแหน่งในแผนที่ไปพลางๆ ส่วนภรรยาและลูกๆ ก็สาละวนรื้อกระเป๋าทยอยเอาข้าวของออกมาจัดเรียง เป็นบรรยากาศที่อบอุ่นเหมือนอยู่บ้านเราเองเลยครับ หลังจากนั้นภรรยาและลูกสาวก็ขอลงไปสำรวจร้านสะดวกซื้อเพื่อสะสมเสบียง สองแม่ลูกเขาเห็นครัวกันแล้วก็บรรเจิดอยากซื้อโน่นซื้อนี่มาทำกินกันในบ้าน ผมเลยต้องปรามๆ ไว้ว่ามื้อเย็นวันนี้ผมเล็งร้านอาหารไว้แล้ว ซื้อเฉพาะอาหารเช้ากับของขบเคี้ยวมาก็พอ และแล้วสองสาวสองวัยก็เผ่นจากห้องไปพร้อมกุญแจรถ ปล่อยให้ผมกับลูกชายคนเล็กอยู่ในห้องกันสองคน

ครึ่งชั่วโมงผ่านไปสองแม่ลูกกลับมาที่ห้องพร้อมเสบียงหลายถุงใหญ่ ผมลองเปิดดูมีตั้งแต่นม ขนมปัง เนย เต้าหู้ ผัก ผลไม้ น้ำสลัด ซีอิ๊ว และอื่นๆ อีกมากมายเกินกว่าที่ตกลงกันไว้ ผมเหลือบตามอง ในขณะที่สองแม่ลูกหัวเราะกันคิกๆ ผมช่วยจัดการเอาข้าวของที่กองพะเนินใส่เข้าไปในตู้เย็นจนเกือบเต็ม แล้วก็ชักชวนกันออกไปทานข้าวข้างนอก ร้านอาหารในฮิราฟุส่วนใหญ่จะไม่เปิดกันทั้งปี ผมเลือกร้านนึงได้จากคู่มือ Wine & Dine Niseko Area Guide ซึ่งเป็นคู่มือช่วยชีวิตสำหรับมือใหม่ในเมืองน้อยอย่างผม เพราะจะมีทั้งข้อมูลร้านอาหาร ร้านเหล้า บาร์ ร้านกาแฟ ร้านขนม บริการเช่าอุปกรณ์สกีและกิจกรรมอื่นๆ พร้อมภาพประกอบ ที่อยู่ เบอร์โทร วันเวลาเปิดปิดและแผนที่ มีเล่มนี้เล่มเดียวรอดตายสบายท้องเลยครับ ผมขับรถออกจาก Kizuna ไปไม่ถึง 5 นาทีก็ถึงที่หมาย เป็นร้านเหล้าสไตล์ญี่ปุ่น (Izakaya) ชื่อ ABuCha 2 บรรยากาศเป็นกันเอง มีเมนูหลากหลายให้เลือก ตั้งแต่ปลาดิบ ไก่ย่าง ไปจนสเต๊กเนื้อ เหมาะสำหรับคนไทยที่ชอบความหลากหลาย ผมซัดเนื้อ Shiraoi ไปจนพุงกาง เนื้อนุ่มอร่อยดี สลัดของเขาก็อร่อย โดยเฉพาะมะเขือเทศนี่หวานมาก ไก่ย่างก็โอเค ขาปูทาราบะย่างก็เยี่ยม เพราะเขาใช้ปูสดไม่ใช่ปูแช่แข็ง มื้อนี้กินกันไปร่วมหมื่นเยน แต่อิ่มอร่อยมีความสุขกันทุกคนครับ

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน