posttoday
ปิดหน่วยงานรัฐรอบ 17 ปี ผวาเศรษฐกิจซบยาว

ปิดหน่วยงานรัฐรอบ 17 ปี ผวาเศรษฐกิจซบยาว

02 ตุลาคม 2556

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

สหรัฐปิดหน่วยงานรัฐครั้งแรกในรอบ 17 ปี หลังเจรจาถกงบประมาณประจำปี 2557 ล้มเหลว สะท้อนความขัดแย้งระหว่างพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันชัดเจน ท่ามกลางแรงกดดันจากหลายฝ่ายให้สภาคองเกรสเร่งหาทางออกก่อนสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจะซ้ำเติมภาวะโตช้าในปัจจุบัน

ทั้งนี้ เพียง 10 นาทีก่อนเที่ยงคืนของวันจันทร์ที่ 30 ก.ย. (ตามเวลาท้องถิ่น) สำนักงบประมาณสหรัฐได้มีคำสั่งประกาศปิดหน่วยงานบางส่วน ส่งผลให้ลูกจ้างรัฐ 8 แสนคนต้องพักงานโดยไม่มีเงินเดือน ขณะที่สถานที่ท่องเที่ยวบางแห่ง เช่น อนุสาวรีย์ อุทยานแห่งชาติ พิพิธภัณฑ์ รวมถึงเทพีเสรีภาพต้องปิดให้บริการ ยกเว้นบริการไปรษณีย์และขนส่งทางอากาศที่ยังคงให้บริการตามปกติ ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้นที่ยังสามารถมาทำงานได้ตามปกติตั้งแต่วันอังคารที่ 1 ต.ค.เป็นต้นไป

สำหรับสาเหตุเบื้องต้นที่ทำให้การถกงบประมาณล้มเหลวครั้งนี้ ยังคงเป็นประเด็นเรื่องการปฏิรูประบบประกันสุขภาพ (โอบามาแคร์) ที่พรรครีพับลิกันซึ่งครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรไม่ยอมรับและไม่ยอมจัดสรรเงินงบประมาณ จนทำให้ร่างกฎหมายที่ผ่านโดยสภาล่างไม่เป็นที่ยอมรับของวุฒิสภา ซึ่งมีพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมาก

ภายหลังการปิดหน่วยงานรัฐ ประธานาธิบดี บารัก โอบามา กล่าวหาว่าข้อเรียกร้องพรรครีพับลิกันมากเกินยอมรับ ก่อนให้คำมั่นว่าจะเร่งทำทุกวิถีทางเพื่อให้หน่วยงานรัฐกลับมาทำงานได้ตามปกติ กระนั้นผู้ช่วย แฮร์รี รีด ประธานวุฒิสภา เปิดเผยว่า วุฒิสภาจะไม่ยอมเจรจาแน่นอน หากสภาผู้แทนราษฎรยังคงใช้ร่างงบประมาณฉบับปัจจุบันที่ไม่ยอมรับแผนโอบามาแคร์

ด้านนักวิเคราะห์หลายสำนักต่างเร่งให้รัฐบาลสหรัฐรีบหาทางยุติการปิดหน่วยงานรัฐให้เร็วที่สุด เพราะยิ่งยืดเยื้อก็จะยิ่งส่งผลเสียหายต่อเศรษฐกิจสหรัฐ โดยคอนซัลเทน มาโครอีโคโนมิกส์ แอดไวเซอร์ คาดการณ์ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐซึ่งมีการเติบโตที่ 2.5% ในไตรมาสล่าสุดชะลอตัวลง และหากปิดหน่วยงานเป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ จะบั่นทอนการเติบโตของสหรัฐลงถึง 0.3%

นอกจากนี้ การสั่งพักงานจะกระทบต่อการใช้จ่ายโดยรวม เพราะแรงงานต้องหันไปพึ่งพาเงินออมของตนเอง รวมถึงส่งผลต่อตลาดสินเชื่อบ้านและรถยนต์ ที่มีแนวโน้มว่าจะมีการจ่ายช้ากว่ากำหนดเพิ่มมากขึ้น

ความเป็นไปได้ข้างต้นทำให้ปฏิกิริยาตอบสนอง ของตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกค่อนข้างผันผวน โดยดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์สหรัฐลดลง 0.4% อยู่ที่ 15,105 จุด และมีแววเลวร้ายลง หากสหรัฐไม่เร่ง แก้ภายในเร็ววัน ด้านตลาดหุ้นลอนดอนและมาเลเซีย ต่างปรับตัวลดเช่นกัน ขณะที่ตลาดในเยอรมนี ฝรั่งเศส เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ไต้หวัน อินโดนีเซีย และนิวซีแลนด์ กลับปรับขึ้นเล็กน้อย โดยเป็นผลจากการเตรียมใจรับสถานการณ์ไว้ก่อนหน้านี้แล้ว

ข่าวล่าสุด

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว