
รับมติเฟดชะลอคิวอีหุ้นทั่วโลก-ค่าเงินเอเชียร่วงแรง
ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวร่วงถ้วนหน้าหลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เป็นเอกฉันท์ชะลอการใช้มาตรการคิวอี
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวร่วงถ้วนหน้าหลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เป็นเอกฉันท์ชะลอการใช้มาตรการคิวอี แต่ยังไม่ชัดเจนเรื่องกำหนดเวลาเริ่มต้น ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเพิ่มขึ้นทำสถิติสูงสุด เหตุนักลงทุนเตรียมพร้อมรับเฟดเลิกคิวอี จนค่าเงินเอเชียหลายประเทศปรับตัวอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง
รายงานผลการประชุมของคณะกรรมการกำกับนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) แห่งธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ล่าสุดเมื่อวันที่ 3031 ก.ค. แสดงให้เห็นท่าทีชัดเจนแน่นอนแล้วว่าเฟดเห็นชอบที่จะเดินหน้าชะลอการใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (คิวอี) ซึ่งหมายรวมถึงโครงการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ภายหลังจากมีสัญญาณบวกเศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมไปจนถึงปริมาณการจ้างงานในตลาดแรงงาน ดังนั้น หากเศรษฐกิจสามารถรักษาระดับสดใสดังกล่าวได้ เฟดย่อมไม่ลังเลที่จะลดปริมาณการซื้อคืนพันธบัตรแน่นอน
อย่างไรก็ตาม การที่เฟดยังคงสงวนท่าทีเกี่ยวกับเรื่องจังหวะเวลาในการเริ่มต้นชะลอนโยบายคิวอี โดยมีคณะกรรมการเอฟโอเอ็มซีส่วนหนึ่งเห็นว่าเฟดควรดำเนินการในเร็ววันนี้หรือภายในเดือน ก.ย. ขณะที่อีกส่วนหนึ่งกลับเห็นว่าเฟดควรรอดูความเคลื่อนไหวในตลาดให้มากกว่านี้ ส่งผลให้นักลงทุนส่วนใหญ่สับสนว่าการลดขนาดการซื้อพันธบัตรจะเกิดขึ้นเมื่อใดกันแน่จนขาดความเชื่อมั่นที่จะลงทุน โดยส่วนหนึ่งรอดูท่าทีของเฟดอีกครั้งหลังการประชุมที่จะมีขึ้นในวันที่ 17 ก.ย.นี้
บรรยากาศข้างต้นยืนยันได้จากความเคลื่อนไหวในตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกเมื่อวันที่ 2122 ส.ค. เริ่มต้นที่ตลาดหุ้นวอลสตรีทของสหรัฐเมื่อวันที่ 21 ส.ค. ซึ่งปิดตลาดลดลงหลังเผยแพร่รายงานการประชุมของเฟด โดยดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ร่วง 105.52 จุด มาอยู่ที่ 14,897.47 จุด ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 9.53 จุด มาอยู่ที่ 1,642.82 จุด และดัชนีแนสแด็ก คอมโพสิต ปรับลด 13.801 จุด มาอยู่ที่ 3,599.79 จุด ขณะที่รายงานครั้งนี้ยังส่งให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ปรับตัวเพิ่มขึ้นทำสถิติแตะระดับสูงสุดที่ 2.89%
เช่นเดียวกันกับตลาดหุ้นสหรัฐ ความเคลื่อนไหวในตลาดภูมิภาคเอเชียเปิดตลาดเมื่อวันที่ 22 ส.ค. ปรับตัวลดลงทั่วหน้า และผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นยังทำให้หลายประเทศในเอเชียประสบกับภาระต้นทุนกู้ยืมแพงขึ้น จนข่าวดีจากภาคอุตสาหกรรมการผลิตจีนไม่ส่งผลทางบวกแต่อย่างใด รวมถึงกระทบต่อตลาดค่าเงินหลายประเทศ โดยเฉพาะอินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย และอินเดีย ซึ่งอ่อนค่าต่ำสุดในรอบหลายปี
รอยเตอร์ส รายงานว่า ตลาดหุ้นใน 4 ประเทศข้างต้นปรับตัวลดลงเฉลี่ยระหว่าง 12% ขณะที่ดัชนีเอ็มเอสซีไอของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ยกเว้นญี่ปุ่น ลดลง 1.1% มาอยู่ในระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 6 สัปดาห์ สอดคล้องกับตลาดหุ้นในยุโรป โดยทั้งดัชนียูโร สต็อกซ์ 50 และดัชนีแด็กซ์ ฟิวเจอร์ ปรับตัวลดลงเล็กน้อยเฉลี่ยที่ 0.2%
นักวิเคราะห์หลายสำนักเห็นตรงกันว่าพื้นที่ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือบรรดาประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งกำลังเผชิญหน้ากับแรงเทขายมหาศาลจากทุนต่างชาติ เนื่องจากหลายประเทศต้องพึ่งพาดอกเบี้ยถูกเพื่อเสริมกำลังการบริโภคภายในประเทศ และเพื่อเป็นทุนรองรับภาวะการขาดดุลบัญชีของตนเอง
ทั้งนี้ ความเป็นไปได้ที่เฟดจะชะลอการซื้อคืนพันธบัตรจนส่งผลกระทบต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น กลายเป็นแนวโน้มเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต่อการระดมทุนผ่านตลาดที่ยุคอัตราสินเชื่อดอกเบี้ยราคาถูกแทนที่ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่แพงขึ้น จนทำให้รัฐบาลหลายชาติและบริษัทหลายแห่งในเอเชียไม่สามารถแบกรับปริมาณหนี้ที่จะเพิ่มขึ้นมหาศาลได้
ขณะเดียวกัน ความคาดหวังที่เศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปจะฟื้นตัวยังทำให้สินทรัพย์ในภูมิภาคดังกล่าวน่าดึงดูดสำหรับนักลงทุน จนแรงเทขายของนักลงต่างชาติในเอเชียมีแนวโน้มทวีความรุนแรง โดย ฟรานเซส เชิง นักกลยุทธ์จากเครดิต อะกริโกล กล่าวว่า กระแสทุนต่างชาติไหลออกจากเอเชียเมื่อไม่นานมานี้ มีจุดเริ่มต้นจากแนวโน้มของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่เพิ่มขึ้นในสหรัฐ จนส่งผลต่อการอ่อนค่าของค่าเงินเอเชีย โดยมี อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย เป็นประเทศที่ตกอยู่ในความเสี่ยงจากกระแสทุนไหลออกครั้งนี้มากที่สุด
ล่าสุด ทางการอินเดียเปิดเผยว่า ค่าเงินรูปีอ่อนค่าแตะระดับ 65 รูปีต่อเหรียญสหรัฐเป็นครั้งแรก แม้จะมีสัญญาณเตรียมเข้าแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากธนาคารกลางอินเดีย ขณะที่ค่าเงินรูเปียห์ของอินโดนีเซียปรับตัวแตะระดับต่ำสุดตั้งแต่ปี 2552
นอกจากนี้ นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าค่าเงินสกุลเหรียญสหรัฐมีแนวโน้มจะปรับตัวแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่นๆ ทั่วโลก โดยเมื่อวันที่ 21 ส.ค. ค่าเงินเหรียญสหรัฐแตะระดับ 1.3340 เหรียญสหรัฐต่อยูโร และ 1 เหรียญสหรัฐต่อ 98.22 เยน ขณะที่ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นมาตรวัดอัตราแลกเปลี่ยนกับค่าเงิน 6 สกุลหลักปรับตัวเพิ่มขึ้น 81.495 จากระดับต่ำสุดที่ 80.896







