
ชัยชนะสิทธิบัตรของแอปเปิล ศึกไร้ผลชิงส่วนแบ่งตลาด
นักวิเคราะห์เชื่อแอปเปิลชนะสิทธิบัตรในสหรัฐไม่ส่งผลหรือสร้างความได้เปรียบเหนือซัมซุง เพื่อแข่งขันแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดทั่วโลก
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
นักวิเคราะห์เชื่อแอปเปิลชนะสิทธิบัตรในสหรัฐไม่ส่งผลหรือสร้างความได้เปรียบเหนือซัมซุง เพื่อแข่งขันแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดทั่วโลก
ภายหลังมีรายงานว่าคณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศสหรัฐ (ยูเอสไอทีซี) มีมติยืนคำตัดสินเมื่อปี 2554 ว่า ซัมซุง ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชั้นนำของเกาหลีใต้ละเมิดสิทธิบัตรต่อแอปเปิล บลูมเบิร์กได้เปิดเผยรายงานโดยอ้างความเห็นของผู้เชี่ยวชาญในตลาดสมาร์ทโฟนที่ระบุว่าชัยชนะของแอปเปิลในครั้งนี้ไม่น่ากระทบการต่อสู้แข่งขันในตลาดโลกของทั้งสองฝ่าย
ซูซาน โคห์น รอสส์ ทนายความรายหนึ่งจากมิทเชลล์ ซิลเบอร์เบิร์ก แอนด์ นัปป์ ในลอสแองเจลิสเปรียบเทียบว่าชัยชนะของแอปเปิลเป็นเพียงแค่หมัดแย็บให้พอเจ็บๆ คันๆ แต่ยังไม่ใช่หมัดน็อกเอาต์ที่จะล้มความเป็นเจ้าตลาดของซัมซุงในขณะนี้ได้
รายงานระบุว่า แอปเปิลในปัจจุบันนี้กำลังสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดให้กับคู่แข่งอย่างซัมซุง ไม่เว้นแม้แต่ในตลาดภายในประเทศสหรัฐ จนต้องพยายามหาทางจำกัดส่วนแบ่งตลาดของซัมซุงที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยนักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งมองว่า การลุกขึ้นกล่าวว่าผลิตภัณฑ์ซัมซุงจงใจลอกเลียนแบบรูปร่างลักษณะและระบบการทำงาน เช่น หน้าจอสัมผัส ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของสมาร์ทโฟนของแอปเปิล ถือเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการจำกัดการขยายส่วนแบ่งตลาดของซัมซุง
ข้อมูลจากสแตรทเตอร์จี อนาไลติกส์ พบว่า ปัจจุบันซัมซุงมีส่วนแบ่งตลาดในไตรมาสล่าสุดเพิ่มขึ้น 33.1% จากช่วงเดียวกันในปีก่อนหน้าที่ 31.1% ขณะที่ส่วนแบ่งของแอปเปิลลดลง 3 จุด มาอยู่ที่ 13.6% กลายเป็นผู้ผลิตหมายเลขหนึ่งของตลาดสมาร์ทโฟน
ทั้งนี้ ตามเนื้อหาที่ระบุไว้ในคำฟ้องของแอปเปิล ซัมซุงได้ละเมิดสิทธิบัตรหมายเลข 949 และ 501 ซึ่งเกี่ยวกับระบบหน้าจอสัมผัสและรูเชื่อมต่อหูฟัง และการตัดสินดังกล่าวจะมีผลให้ทางการสหรัฐเตรียมสั่งห้ามนำเข้าสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตบางรายการของซัมซุง
แม้จะไม่พอใจต่อคำตัดสินข้างต้น โดยเห็นว่าเป็นความพยายามของแอปเปิลที่ใช้ประโยชน์จากสิทธิบัตรเพื่อผูกขาดตลาดสมาร์ทโฟน แต่ อดัม เยทส์ โฆษกของซัมซุงกล่าวชมว่า คำตัดสินที่แยกแยะชัดเจนทำให้ซัมซุงมีหลักเกณฑ์ยึดถือสำหรับการพัฒนาสร้างสรรค์สินค้าใหม่ๆ ออกสู่ตลาดโดยไม่ละเมิดสิทธิบัตรของแอปเปิลอีกต่อไป
ด้านแอปเปิลออกแถลงการณ์แสดงความยินดีต่อคำตัดสินดังกล่าว โดยระบุว่า การตัดสินครั้งนี้ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับศาลในหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ และรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่เห็นความสำคัญต่อการพัฒนานวัตกรรม และไม่เห็นด้วยกับการลอกเลียนแบบสินค้าของซัมซุง
อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าสหรัฐจะสั่งห้ามนำเข้าสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตของซัมซุงรุ่นใด และเป็นประเด็นที่รัฐบาลประธานาธิบดีบารัก โอบามา แห่งสหรัฐต้องพิจารณาอีกครั้ง โดยในระหว่างนี้ซัมซุงสามารถนำเข้าสมาร์ทโฟนได้ตามปกติ รวมถึงการสามารถยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐบาลกลางได้ภายใน 60 วัน ขณะที่แอปเปิลมีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรสหรัฐว่าซัมซุงที่นำเข้ามาละเมิดสิทธิบัตรของบริษัท
นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จากหลายสำนักต่างเห็นตรงกันว่า ผลลัพธ์จากความขัดแย้งในประเด็นเรื่องการละเมิดสิทธิบัตรระหว่างแอปเปิลกับซัมซุงนี้ จะกลายเป็นแนวโน้มผลักดันให้บริษัทที่ถูกฟ้องร้องอย่างซัมซุงดิ้นรนหาทางออกด้วยการพยายามคิดค้นผลิตภัณฑ์ที่มีการใช้งานเหมือนสมาร์ทโฟน แต่มีระบบ ส่วนประกอบ และระบบการทำงานที่แตกต่างหรือมากกว่าสมาร์ทโฟนของแอปเปิล
ดังนั้น แทนที่จะมัวเสียเวลาอยู่กับปัญหาสิทธิบัตร นักวิเคราะห์ต่างเห็นว่าแอปเปิลสมควรเดินหน้าหาทางพัฒนานวัตกรรมของตนเองให้ล้ำหน้ากว่าคู่แข่งในตลาดเหมือนที่เคยเป็นมาในอดีตจะดีกว่า
ทั้งนี้ รายงานอีกฉบับจากบลูมเบิร์กระบุชัดว่า แอปเปิลกำลังสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดในจีนให้กับค่ายมือถือสมาร์ทโฟนขนาดเล็กของแดนมังกร โดยยอดขายสมาร์ทโฟนช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้จากการสำรวจของบริษัทวิจัยคานาลิส พบว่าส่วนแบ่งแอปเปิลลดลงเหลือ 5% จาก 9% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ซึ่งนับเป็นส่วนแบ่งที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2553 ซึ่งสมาร์ทโฟนที่สามารถครองส่วนแบ่งตลาดในจีน ตลาดสมาร์ทโฟนที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่มีผู้ใช้งานสูงถึง 740 ล้านคน คือ บริษัทซัมซุงจากเกาหลีใต้ ซึ่งอยู่ที่ 18% โดยมีผู้ผลิตสมาร์ทโฟนสัญชาติจีนมากมายตามมาติดๆ และพยายามเข้ามามีส่วนแบ่งทางการตลาดให้มากขึ้น
สำหรับอันดับที่สอง คือ เลอ โนโว กรุ๊ป ซึ่งอยู่ที่ 12% ตามด้วยไชน่า ไวร์เลส เทคโนโลยี คูลแพ็ด บริษัท แซดทีอี คอร์ป บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี และบริษัท เสี่ยวมี่ ค่ายสมาร์ทโฟนน้องใหม่ในตลาดที่สามารถไต่จากอันดับ 8 ในปีที่แล้วมาอยู่อันดับ 6 ในปีนี้
นิโคล เผิง ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยตลาดจากบริษัท คานาลิส กล่าวว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้แอปเปิลเสียส่วนแบ่งมากขึ้น เป็นผลสืบเนื่องจากราคาที่วางขายในท้องตลาดซึ่งแพงกว่าค่ายอื่นๆ โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ขณะที่แอปเปิลมีราคาขายอยู่ที่ 5,288 หยวน (ราว 26,440 บาท) สมาร์ทโฟนของค่ายอื่นกลับอยู่ที่เฉลี่ย 499-799 หยวน (ราว 2,495-3,995 บาท) ซึ่งเป็นราคาที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ของตลาดสามารถหาซื้อได้
ฉวน ไรน์ กรรมการผู้อำนวยการบริษัท ไชน่า มาร์เก็ต รีเสิร์ช กรุ๊ป ในนครเซี่ยงไฮ้ กล่าวว่า สมาร์ทโฟนได้กลายเป็นสินค้ายอดนิยมที่ผู้บริโภคต้องการใช้ แต่แอปเปิลไม่ได้เป็นสมาร์ทโฟนที่ทุกคนอยากได้อีกต่อไป เมื่อในตลาดมีค่ายมือถือนำเสนอสมาร์ทโฟนคุณภาพใกล้เคียงกันแต่ราคาถูกกว่ามากขึ้น
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์หลายสำนักสรุปว่า ต่อให้แอปเปิลไม่ใช้ประเด็นทางกฎหมายฟ้องร้อง ส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟน โดยเฉพาะในจีน ย่อมลดลงอยู่ดี แม้จะมีจุดแข็งมากมายเมื่อเทียบกับมือถือค่ายอื่นก็ตาม จนกว่าแอปเปิลจะปรับกลยุทธ์โดยต้องเลิกมุ่งให้ความสำคัญเฉพาะกับตลาดระดับบน รวมถึงเดินหน้าสร้างนวัตกรรมใหม่ด้วย







