
เศรษฐกิจเกิดใหม่ซบหนักดัชนีผลิตร่วงไม่แตะเบรก
ดัชนีภาคการผลิตเศรษฐกิจเกิดใหม่ร่วงหนักสุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินโลก สถานการณ์ประเทศกำลังพัฒนาน่าเป็นห่วงหนัก รูปีอินเดียยังอ่อนค่าไม่หยุด
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ดัชนีภาคการผลิตเศรษฐกิจเกิดใหม่ร่วงหนักสุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินโลก สถานการณ์ประเทศกำลังพัฒนาน่าเป็นห่วงหนัก รูปีอินเดียยังอ่อนค่าไม่หยุด
เอชเอสบีซี เปิดเผยดัชนีภาคการผลิตกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ประจำเดือน ก.ค. ร่วงลงแตะจุดต่ำสุดนับตั้งแต่ยุคหลังวิกฤตการเงินเมื่อปี 2008 เป็นต้นมาทีเดียว สะท้อนให้เห็นถึงภาวะซบเซาในภาคการส่งออกของประเทศกำลังพัฒนาที่ย่ำแย่อย่างต่อเนื่อง
ดัชนีภาคการผลิตอีเอ็มไอของเอชเอสบีซีประจำเดือน ก.ค. ร่วงลงมาอยู่ที่ 49.4 จุด จากเดิมในเดือน มิ.ย. ที่ 50.6 จุด ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ดัชนีอ่านค่าได้ต่ำกว่า 50 จุด ซึ่งหมายถึงอยู่ในช่วงถดถอย โดยเฉพาะดัชนีภาคการผลิตในกลุ่มประเทศบริค หรือกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ชั้นนำ 4 ประเทศ คือ บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน ซึ่งมีผลผลิตจากโรงงานอุตสาหกรรมต่ำที่สุดในรอบ 4 ปีทีเดียว
เฟรดเดอริค นิวแมนน์ ผู้อำนวยการร่วมศูนย์วิจัยเศรษฐกิจเอเชียแห่งเอชเอสบีซี ระบุว่า ตลาดเกิดใหม่ยังคงไม่ได้รับสัญญาณที่มั่นคงจากความต้องการสินค้าในทั้งสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่นนัก
“คำสั่งผลิตใหม่ทั้งหมดนั้นตกลงอย่างรุนแรงเมื่อเดือนที่แล้ว ขณะที่คำสั่งผลิตใหม่สำหรับภาคบริการก็ยังคงมีอัตราการขยายตัวในระดับที่น่าผิดหวัง” นิวแมนน์ กล่าว
นอกจากนั้น ยังดูเหมือนว่าสถานการณ์อันย่ำแย่ในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่นั้นยังคงสวนทางกับสถานการณ์ภาคการผลิตในประเทศพัฒนาแล้ว อย่างเช่นสหรัฐ ที่ภาคการผลิตมีอัตราการเติบโตสูงที่สุดในรอบ 2 ปี เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา
นิวแมนน์ กล่าวด้วยว่า ความเสี่ยงของตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ขณะนี้ก็คือทิศทางขาลงอย่างเป็นวงจรในภาคการผลิตและภาคบริการ ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาในภาคแรงงานที่จะอ่อนแอลงด้วย
“การจ้างงานในภาคการผลิตทั้งในจีน บราซิล รัสเซีย โปแลนด์ และเกาหลีใต้นั้นเริ่มที่จะลดลงแล้ว ขณะที่การจ้างงานในภาคการเงินนั้นก็ขยายตัวในระดับที่อ่อนแอมาก” นิวแมนน์ กล่าว ซึ่งการหดตัวของการจ้างงานนั้นจะส่งผลกระทบต่อไปยังการใช้จ่ายของครัวเรือน ดังนั้นหากไม่เร่งแก้ปัญหาดังกล่าวก็จะส่งผลกระทบต่อไปยังดัชนีเงินเฟ้อผู้บริโภคที่จะปรับตัวลงในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อย่างแน่นอน
ทั้งนี้ ภาคการผลิตในจีนนั้นปรับตัวลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 ในเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่ผลผลิตจากภาคธุรกิจใหม่ก็หดตัวลงมากที่สุดในรอบ 11 เดือนด้วย
กระนั้นก็ตาม รายงานระบุว่า ดัชนีผลผลิตในตลาดล่วงหน้าของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในระยะ 12 เดือนข้างหน้านั้น กลับปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดิมที่จุดต่ำสุดในเดือน มิ.ย. เนื่องจากมีความเชื่อว่าประเทศยักษ์ใหญ่อย่างจีนน่าจะออกนโยบายบางอย่างเพื่อป้องกันไม่ให้การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนรุนแรงเกินไป
ทั้งนี้ การเปิดเผยดัชนีภาคการผลิตของเอชเอสบีซีดังกล่าว ส่งผลให้ดัชนีหุ้นกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ตกลงทันทีเป็นครั้งแรกในรอบ 4 วัน เมื่อวันที่ 6 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยดัชนีเอ็มเอสซีไอ ตลาดเกิดใหม่ร่วงลงไป 0.7% ไปอยู่ที่ 949.89 ในระหว่างการซื้อขายมื่อวันที่ 6 ส.ค.
วันเดียวกัน ทางด้านค่าเงินรูปีของอินเดียได้อ่อนค่าลงแตะจุดต่ำสุดครั้งใหม่ ซึ่งเป็นการอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องหลังจากที่นักลงทุนต่างชาติยังคงถอนทุนออกจากตลาดอินเดียไม่หยุด
ค่าเงินรูปีในระหว่างการซื้อขายมื่อวันที่ 6 ส.ค. เมื่อเวลาประมาณเที่ยงวัน อ่อนค่าลงไปถึง 1.2% ไปแตะที่ระดับ 61.6050 รูปี ต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งก่อนหน้านั้น เงินรูปีได้อ่อนลงไปแตะที่ 61.64 รูปีต่อเหรียญสหรัฐ อีกด้วย
เฉพาะในปีนี้ ค่าเงินรูปีอ่อนค่าลงไปแล้วทั้งสิ้นเกือบ 11% นับเป็นค่าเงินที่อ่อนค่ามากที่สุดในเอเชีย เป็นรองเพียงค่าเงินเยนของญี่ปุ่นเท่านั้น
ก่อนหน้านี้ ธนาคารกลางอินเดียได้ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาแล้ว พร้อมกับเข้าแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงิน แต่ทว่านักวิเคราะห์มองว่ามาตรการเหล่านั้นสามารถช่วยชะลอได้เพียงระยะสั้นเท่านั้น โดยสิ่งสำคัญที่อินเดียต้องเร่งกระทำมากกว่าคือการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศมากกว่า







