posttoday
หายนะ 'น้ำมันรั่ว' ของ 'บีพี' บทเรียนแสนแพงที่ไม่อาจกู้คืน

หายนะ 'น้ำมันรั่ว' ของ 'บีพี' บทเรียนแสนแพงที่ไม่อาจกู้คืน

04 สิงหาคม 2556

แม้เวลาจะล่วงเลยมานานถึง 3 ปี สำหรับเหตุแท่นเจาะน้ำมันของบริษัท บริติช ปิโตรเลียม (บีพี) ผู้ขุดเจาะและผลิตน้ำมันรายใหญ่ของอังกฤษระเบิด

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

แม้เวลาจะล่วงเลยมานานถึง 3 ปี สำหรับเหตุแท่นเจาะน้ำมันของบริษัท บริติช ปิโตรเลียม (บีพี) ผู้ขุดเจาะและผลิตน้ำมันรายใหญ่ของอังกฤษระเบิด จนทำให้น้ำมันรั่วไหลลงสู่อ่าวเม็กซิโกของสหรัฐถึง 6.8 หมื่นตัน เป็นเวลานานถึง 87 วัน เมื่อเดือน เม.ย. 2553 ซึ่งถือเป็นการรั่วไหลของน้ำมันดิบครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ

และแม้ว่าทางบีพีได้ออกมายอมความกับรัฐบาลสหรัฐจ่ายค่าปรับเป็นเงินสูงถึง 4,500 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.35 แสนล้านบาท) พร้อมยอมรับความผิดในคดีอาญา จากเหตุระเบิดที่คร่าชีวิตคนงานไป 11 ราย ตลอดจนปฏิบัติตามคำสั่งในการฟื้นฟูธรรมชาติบริเวณโดยรอบและเยียวยาผู้เสียหาย ด้วยการทุ่มงบประมาณอย่างน้อย 5.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.68 ล้านล้านบาท)

อย่างไรก็ตาม บรรดานักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาผลกระทบทางธรรมชาติจากหายนะน้ำมันรั่วในครั้งนั้นยังคงตกอยู่ในอาการหวาดผวาเคล้าความกังวลว่า ระบบนิเวศตามธรรมชาติบริเวณโดยรอบอาจไม่สามารถกู้คืนให้กลับมาสมบูรณ์ดังเดิมได้อีกต่อไป

“การสูบบุหรี่ส่งผลเสียต่อร่างกายมนุษย์ฉันใด เหตุน้ำมันรั่วในทะเลสร้างปัญหาและส่งผลกระทบร้ายแรงต่อธรรมชาติฉันนั้น” ดอจ อิงก์เลย์ นักวิทยาศาสตร์อาวุโสสมาพันธ์สัตว์ป่าแห่งชาติสหรัฐ แสดงความกังวล

พิสูจน์ได้จากผลศึกษาของทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอีสต์แคโรไลนา ในสหรัฐ พบว่าระบบนิเวศทางธรรมชาติตั้งแต่แพลงก์ตอนขนาดเล็กไปจนถึงสัตว์น้ำขนาดใหญ่อย่างโลมา กลายเป็นเหยื่อรับเคราะห์จากความผิดพลาดของมนุษย์ไปโดยปริยาย

ไล่ตั้งแต่ แพลงก์ตอนสัตว์ ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่เป็นแหล่งอาหารสำคัญของสัตว์น้ำหลายประเภท ได้ดูดสิ่งแปลกปลอมอันตรายจากคราบน้ำมันตกค้างเข้าไป กลายเป็นแหล่งอาหารเป็นพิษของสัตว์น้ำชนิดอื่น

เช่นเดียวกับแนวปะการังใต้พื้นทะเล ที่แม้ว่าอยู่ห่างไปหลายกิโลเมตร ทว่าทั้งหมดกำลังตายลงอย่างช้าๆ หลังไม่สามารถเจริญเติบโตได้่จากคราบน้ำมันที่ยังคงปกคลุมอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์น้ำขนาดใหญ่อย่างโลมาทางตอนเหนือของอ่าวเม็กซิโก ที่มีอัตราการเสียชีวิตและการหลงกลุ่มเพิ่มขึ้นทุบสถิติสูงสุดเมื่อเทียบกับก่อนเกิดเหตุน้ำมันรั่วไหล โดยมีโลมาจำนวนไม่น้อย น้ำหนักลด ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ โลหิตจาง ไปจนถึงเกิดปัญหาที่ตับและปอด ขณะที่จำนวนมากตายเกยตื้นโดยมีคราบน้ำมันเต็มตัว

ไม่เพียงแต่ผลกระทบทางธรรมชาติเท่านั้น หนึ่งในเหยื่อที่ต้องแบกรับผลกระทบจากเหตุน้ำมันรั่ว คงหนีไม่พ้นอุตสาหกรรมอาหารทะเลมูลค่ามากกว่า 200 ล้านเหรียญสหรัฐ

“เรายังกังวลถึงผลกระทบในระยะยาว เพราะระยะเวลาเพียง 3 ปีไม่สามารถพิสูจน์อะไรได้” จอห์น วิลเลียม เจ้าหน้าที่เครือข่ายอุตสาหกรรมกุ้งของสหรัฐ ระบุ

เพราะถึงแม้ว่าจากการสุ่มตรวจตัวอย่างสัตว์น้ำที่จับได้จากบริเวณโดยรอบจุดเกิดเหตุ โดยทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเซาท์ฟลอริดา พบว่าปลากะพงแดงที่มีร่องรอยของการเป็นโรคอันเกิดจากภูมิคุ้มกันล้มเหลวหลังจากสัมผัสสารเคมีในน้ำมันมีปริมาณลดลงและไม่พบสารเคมีตกค้างในตัวปลา

อย่างไรก็ตาม สัตว์น้ำเหล่านั้นเริ่มเกิดความเปลี่ยนแปลงทั้งทางกายภาพและอาจลึกถึงระดับพันธุกรรมทีเดียว เช่น มีขนาดเล็กลง ตลอดจนมีสีที่ผิดเพี้ยนและเกล็ดจะหลุดออกอย่างง่ายดายเมื่อจับขึ้นมา

“ในอีก 45 ปีข้างหน้านี้จะเป็นเช่นไร เมื่อขนาดปลาที่โตเต็มวัยมีขนาดเล็กลง เมื่อนั้นอุตสาหกรรมประมงคงจะถึงคราวอวสาน” บ๊อบ สเปธท ประธานสมาคมประมงนอกชายฝั่งตอนใต้ของสหรัฐ กล่าว

ยังไม่นับรวมความเสียหายที่มีต่อภาคธุรกิจอื่นๆ อย่างร้านอาหาร ภาคท่องเที่ยว จนถึงสุขภาพของมนุษย์ในระยะยาว ที่ต้องรับผลกระทบเป็นลูกโซ่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดังนั้น ตราบใดที่ไม่มีใครสามารถการันตีได้ว่า เหตุน้ำมันรั่วจะไม่เกิดขึ้นซ้ำอีกไม่ว่าจะเป็นที่ใดในโลก ตราบนั้นท้ายที่สุดแล้ว ธรรมชาติและมนุษย์ ก็คงต้องเป็น “ผู้รับกรรม” ต่อไป

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน