
รัฐบาลเขมรกินรวบ
ในการเลือกตั้งทั่วไปของกัมพูชา เมื่อวันที่ 28 ก.ค. มีชาวกัมพูชาที่มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมดเกือบ 15 ล้านคนทั่วประเทศ เพื่อเลือกสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด 123 ที่นั่ง โดยครั้งนี้มีหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน สม รังสี จากพรรคซีเอ็นอาร์พี กลับประเทศมาให้กำลังใจลูกพรรคเป็นสีสันด้วย ท่ามกลางรายงานของสื่อต่างชาติว่า คนรุ่นใหม่กำลังให้การสนับสนุนพรรคฝ่ายค้านกันมากขึ้น
ในการเลือกตั้งทั่วไปของกัมพูชา เมื่อวันที่ 28 ก.ค. มีชาวกัมพูชาที่มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมดเกือบ 15 ล้านคนทั่วประเทศ เพื่อเลือกสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด 123 ที่นั่ง โดยครั้งนี้มีหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน สม รังสี จากพรรคซีเอ็นอาร์พี กลับประเทศมาให้กำลังใจลูกพรรคเป็นสีสันด้วย ท่ามกลางรายงานของสื่อต่างชาติว่า คนรุ่นใหม่กำลังให้การสนับสนุนพรรคฝ่ายค้านกันมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม เป็นที่คาดกันอย่างกว้างขวางว่าพรรคซีพีพีของสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรี จะเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะอีกครั้ง และทำให้ฮุนเซนได้เป็นผู้นำอีกสมัย โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลายประการด้วยกัน
ประการแรกนั้น ภายใต้พรรคการเมืองที่ลงแข่ง 8 พรรค มีเพียงพรรคซีเอ็นอาร์พีของสม รังสี เพียงพรรคเดียวเท่านั้นที่สามารถแข่งขันได้จริง ปัจจุบันพรรคซีพีพีครองเสียงส่วนใหญ่อยู่ที่ 90 เสียง จากทั้งหมด 123 เสียง ขณะที่ สม รังสี ก็ไม่สามารถลงเลือกตั้งครั้งนี้ได้ ทำให้การแข่งขันทางการเมืองอย่างแท้จริงนั้นยังจำกัดอยู่มาก ซึ่งไม่รวมถึงข้อกล่าวหาจากฝ่ายค้านที่ว่า การเลือกตั้งมักไม่โปร่งใสและเต็มไปด้วยการทุจริตมากมาย
ประการต่อมา พรรคของฮุนเซนเป็นที่นิยมมากกว่าในกลุ่มคนต่างจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งรัฐบาลได้เครดิตในการสร้างโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานต่างๆ และในสายตาคนจำนวนมากนั้น ฮุนเซนยังเป็นผู้ที่ทำให้กัมพูชาเกิดสันติภาพได้ในที่สุด หลังจากที่ประเทศผ่านสงครามกลางเมืองโดยเขมรแดง โดยเฉพาะ “ทุ่งสังหาร” อันลือลั่น ซึ่งมีผู้เสียชีวิตไปถึง 1.7 ล้านคน
อีกประการสำคัญไม่แพ้กันก็คือ การคุมสื่อในประเทศได้เกือบทั้งหมดซึ่งมีส่วนช่วยภาพลักษณ์ของผู้นำกัมพูชาอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นครั้งที่ร้องไห้ถึงโศกนาฏกรรมในงานเทศกาลน้ำเมื่อหลายปีก่อน หรือการขอพระราชทานอภัยโทษให้สม รังสี กลับเข้าประเทศได้ โดยระบุว่าเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติและเสริมสร้างประชาธิปไตยในประเทศ ทั้งหมดนี้จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ล้วนบ่งชี้ว่า เหตุใดฮุนเซนจึงได้ครองอำนาจถึง 28 ปี และต่อเนื่องออกไปอีก







