
จับตาญี่ปุ่นหลังศึกเลือกตั้ง ชี้ชะตาแผน 'อาเบะโนมิกส์'
รอยเตอร์สรายงานอ้างนักวิเคราะห์หลายสำนัก แสดงความเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งสภาสูงญี่ปุ่นที่จะมีขึ้นในวันที่ 21 ก.ค.นี้ ว่า หากพรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี)
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
รอยเตอร์สรายงานอ้างนักวิเคราะห์หลายสำนัก แสดงความเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งสภาสูงญี่ปุ่นที่จะมีขึ้นในวันที่ 21 ก.ค.นี้ ว่า หากพรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) ของนายกรัฐมนตรีชินโสะ อาเบะ ของญี่ปุ่น สามารถคว้าชัยชนะได้สำเร็จ จะกลายเป็นทั้งแรงกดดันและใบเบิกทางให้ อาเบะ ต้องเดินหน้าปฏิรูปการคลังตามยุทธศาสตร์ “อาเบะโนมิกส์” ลูกศรดอกที่ 3 เพื่อการเติบโตในระยะยาวของญี่ปุ่น หลังจากที่ได้อัดฉีดทางการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ที่ช่วยฟื้นตลาดหุ้นให้สดใสและกดเงินเยนให้อ่อนค่าไปแล้ว
“ถึงเวลาอันเหมาะสมที่รัฐบาลญี่ปุ่นจะอัด ‘ยาขม’ ให้กับระบบเศรษฐกิจ ทั้งการปฏิรูปการคลังและขึ้นภาษี หลังจากการเลือกตั้งผ่านพ้นไปแล้ว” โคยะ มิยามาเอะ นักเศรษฐศาสตร์จากบริษัทบริหารหลักทรัพย์เอสเอ็มบีซี นิกโกะ ระบุ
ทั้งนี้ การเลือกตั้งสภาสูงญี่ปุ่น เป็นการชิงชัยที่นั่งจำนวน 121 ที่นั่ง หรือครึ่งหนึ่งจากทั้งหมด 242 ที่นั่งในสภาสูง ตามกฎหมายที่กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาสูงทุกๆ 3 ปี โดยหากพรรคแอลดีพีและพรรคร่วมรัฐบาล ได้คะแนนเสียงรวมกันอย่างน้อย 63 ที่นั่ง บวกกับเก้าอี้ที่มีอยู่แล้ว 59 ที่นั่ง จะส่งผลให้พรรคร่วมรัฐบาล ครองเสียงข้างมากในทั้งสภาล่างและสภาสูง เปิดทางให้พรรครัฐบาลดำเนินการตามนโยบายได้อย่างเต็มไม้เต็มมือมากขึ้น
ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ลูกศรดอกที่ 3 รัฐบาลญี่ปุ่นตั้งเป้าปฏิรูปการคลังควบคู่กับฟื้นฟูภาคเอกชนให้แข็งแกร่ง ซึ่งหมายรวมถึงการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ ผลักดันให้ผู้หญิงเข้ามามีบทบาทในการทำงานมากขึ้น ตลอดจนถึงการปรับขึ้นภาษีผู้บริโภคจากปัจจุบันที่ 5% เป็น 8% ในเดือน เม.ย.ปีหน้า และเพิ่มขึ้นแตะ 10% ในปี 2558
นักวิเคราะห์มองว่า แม้การปรับขึ้นภาษีดังกล่าว จะช่วยปรับสมดุลงบประมาณของรัฐบาลที่ต้องแบกรับภาระหนี้สาธารณะที่มีสัดส่วนสูงถึง 2 เท่าของผลผลิตมวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ได้ดีขึ้น ทว่าอาจกลายเป็นปัจจัยฉุดรั้งให้ยอดการใช้จ่ายของผู้บริโภคในประเทศปรับตัวลดลง และกระทบให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างเลี่ยงไม่ได้
“การรักษาระดับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจไปพร้อมๆ กับการควบคุมผลกระทบที่เกิดจากการขึ้นภาษีนั้นเป็นภารกิจที่ยากมาก” ฮิเดโกะ คุมาโนะ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันวิจัยไดอิจิไลฟ์ในโตเกียว ระบุ
ขณะเดียวกัน มีการคาดการณ์ว่า ภายหลังจากการเลือกตั้ง นายกรัฐมนตรีอาเบะ อาจเดินหน้าเปิดใช้เตาปฏิกรณ์ในโรงนิวเคลียร์อีกครั้ง แม้ก่อนหน้านี้เคยให้คำมั่นจะพิจารณารื้อแผนยุติการใช้พลังงานนิวเคลียร์ภายในปี 2573 ก็ตาม เนื่องจากต้องการบรรเทาภาระต้นทุนการนำเข้าเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นจากภาวะเงินเยนอ่อนค่าลง ซึ่งอาจจุดกระแสความไม่พอใจของประชาชนที่ยังคงหวาดผวากับเหตุระเบิดของเตาปฏิกรณ์ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมา ไดอิชิ จากเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิครั้งใหญ่เมื่อเดือน มี.ค. 2554
นอกเหนือจากประเด็นด้านเศรษฐกิจแล้ว ชินนิจิ นิชิกาวา ผู้เชี่ยวชาญทางการเมืองประจำมหาวิทยาลัยเมจิในโตเกียว มองว่า การครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา ซึ่งจะส่งผลให้สถานการณ์ทางการเมืองของญี่ปุ่นมีเสถียรภาพมากขึ้นนั้น มีทั้งผลดีและผลเสียต่ออนาคตของความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านทั้งต่อจีนและเกาหลีใต้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการดำเนินนโยบายขั้นต่อไปของอาเบะ
“เสถียรภาพทางการเมืองครั้งนี้ อาจเป็นโอกาสอันดีให้ญี่ปุ่น หันมาจริงจังกับการเปิดเจรจาหาทางออกในประเด็นความขัดแย้งอ้างกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะ ทว่าหาก อาเบะ ถูกกดดันจากกลุ่มอนุรักษนิยมภายในพรรคให้หยิบยกประเด็นชาตินิยมขึ้นมาอีกครั้ง ก็อาจส่งผลให้ความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้น” นิชิกาวา ระบุ







