
ไตรมาส 2 จีนชะลอตามคาดกดดันปฏิรูป เร่ง ศก.โต
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (เอ็นบีเอส) เปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ช่วงไตรมาส 2 ระหว่างเดือน เม.ย.-มิ.ย. พบว่ามีการขยายตัวลดลงเหลือ 7.5% จาก 7.7% ในไตรมาสแรกของปีนี้ และลดลงจาก 7.9% ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2555 ถือเป็นการเติบโตประจำไตรมาสที่ต่ำเป็นอันดับ 2 นับตั้งแต่วิกฤตการเงินในปี 2551 โดยจีดีพีของจีนเคยโตต่ำสุดที่ 7.4% เมื่อไตรมาส 3 ของปีที่แล้ว
เชง ไหลหยุน โฆษกเอ็นบีเอส กล่าวว่า การชะลอตัวของจีดีพีล่าสุดนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความพยายามในการปฏิรูปเศรษฐกิจของรัฐบาลจีน เพื่อลดพึ่งพาการส่งออกและการลงทุน ขณะที่ ไห่บิน จู หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จีนของเจพี มอร์แกน เชส ในฮ่องกง ระบุว่า ตัวเลขจีดีพีครั้งนี้จะไม่ส่งผลต่อนโยบายเศรษฐกิจจีนโดยรวมมากนัก กระนั้นรัฐบาลจีนอาจหามาตรการเสริมเพิ่มเติมเพื่อรักษาเสถียรภาพการเติบโตระยะสั้น
แม้จะหวั่นว่าการเติบโตของจีนปีนี้อาจพลาดเป้าที่รัฐบาลจีนตั้งไว้ที่ 7.5% แต่นักวิเคราะห์เห็นว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะเป็นผลดีให้รัฐบาลปฏิรูปเศรษฐกิจมากขึ้นแทนที่จะเลือกใช้นโยบายผ่อนคลายการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเสี่ยงต่อเสถียรภาพในระยะยาว
เซี่ยง ซ่งโจว หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ธนาคารเพื่อการเกษตรในกรุงปักกิ่ง กล่าวว่า เศรษฐกิจที่ชะลอตัวจะกดดันให้รัฐบาลเร่งเดินหน้าปฏิรูปเพื่อหาแรงขับเคลื่อนใหม่ที่จะทำให้ประเทศสามารถเติบโตต่อไปได้ยั่งยืน
ขณะเดียวกัน เอ็นบีเอสยังเผยตัวเลขค้าปลีกเดือน มิ.ย. ดัชนีชี้วัดการใช้จ่ายของผู้บริโภคซึ่งเพิ่มขึ้น 13.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมพุ่ง 9.3% ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้
ด้านความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นในเอเชียเมื่อวันที่ 15 ก.ค. ปิดตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยดัชนีฮั่งเส็งฮ่องกงเพิ่มขึ้น 0.12% ขณะที่ดัชนีเซี่ยงไฮ้ คอมโพสิท ปรับเพิ่ม 19.09 จุด มาอยู่ที่ 2,059.39 ในส่วนของดัชนีตลาดหุ้นในสิงคโปร์ ไต้หวัน นิวซีแลนด์ และเกาหลีใต้ ปรับเพิ่มขึ้นเช่นกัน เพราะการเติบโตของเศรษฐกิจจีนไม่ได้เลวร้ายตามที่นักวิเคราะห์คาดการณ์กันไว้ ขณะเดียวกันก็ตรงตามที่ทางธนาคารกลางจีนประกาศไว้ก่อนหน้าว่าเศรษฐกิจจีนสามารถรับการเติบโตของจีดีพีได้ที่ 6.5%
ทว่า ตัวเลขจีดีพีจีนล่าสุดนี้ได้ส่งผลให้เงินรูเปียห์ของอินโดนีเซียอ่อนค่าลง 0.3% มาอยู่ที่ 10,023 รูเปียห์ต่อเหรียญสหรัฐ นับเป็นการอ่อนค่าแตะระดับ 1 หมื่นรูเปียห์ต่อเหรียญสหรัฐเป็นครั้งแรกตั้งแต่เดือน ก.ย. 2552 โดยเป็นผลจากความวิตกว่าการชะลอตัวจะกระทบการส่งออกของอินโดนีเซียที่ส่งออกไปตลาดจีนจำนวนมากและหดตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 14 เมื่อเดือน พ.ค. อีกทั้งยังทำให้ดุลบัญชีขาดดุลมากขึ้น







