
จี้กรีซปลดคนก่อนรับเงินช่วย
อียูขีดเส้นตายเอเธนส์ เร่งปลดพนักงานนับหมื่น เลี่ยงชวดเงินช่วยเฉียดสิบล้านล้าน
อียูขีดเส้นตายเอเธนส์ เร่งปลดพนักงานนับหมื่น เลี่ยงชวดเงินช่วยเฉียดสิบล้านล้าน
รอยเตอร์สรายงานอ้างเจ้าหน้าที่อาวุโสของยูโรโซนโดยไม่เปิดเผยนาม ระบุว่า กลุ่มทรอยกาซึ่งประกอบด้วยผู้แทนของสหภาพยุโรป (อียู) ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ประกาศขีดเส้นตายให้รัฐบาลกรีซเร่งดำเนินการตัดลดรายจ่ายตามเงื่อนไขขอรับเงินช่วยเหลือ ซึ่งรวมถึงการปลดพนักงานภาครัฐราว 1.25 หมื่นคน ภายในวันที่ 8 ก.ค. เพื่อรับเงินช่วยเหลืองวดใหม่ วงเงิน 8,100 ล้านยูโร (ราว 3.24 แสนล้านบาท)
อย่างไรก็ตาม หากเอเธนส์ไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไข อาจทำให้ไอเอ็มเอฟต้องถอนสัดส่วนเงินอุดหนุนจากจำนวนเงินช่วยเหลืองวดใหม่ เนื่องจากกรีซละเมิดกฎข้อบังคับขององค์กร และระงับการให้เงินช่วยไว้อย่างน้อย 3 เดือน
ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าว เสี่ยงจุดชนวนวิกฤตหนี้ยุโรปปะทุขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากกรีซอาจต้องผิดนัดชำระหนี้มูลค่า 2,200 ล้านยูโรในเดือน ส.ค.นี้
ด้านคีเรียคอส มิทโสทาคิส รัฐมนตรีผู้รับผิดชอบด้านการปฏิรูปภาครัฐ ออกโรงเรียกร้องทรอยกาให้ขยายเวลาเส้นตายออกไปอีกอย่างน้อย 23 เดือน โดยให้เหตุผลว่ารัฐบาลต้องการเวลาดำเนินมาตรการลดรายจ่าย เพื่อลดผลกระทบความเดือดร้อนต่อประชาชนให้มากที่สุด
นอกจากนี้ ความกังวลเกี่ยวกับวิกฤตหนี้ยุโรปยังทวีความรุนแรงขึ้นอีก จากสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองในโปรตุเกส ภายหลัง เปาโล ปอร์ตัส รัฐมนตรีต่างประเทศโปรตุเกส ลาออกจากตำแหน่งเพียงหนึ่งวันหลัง วิเตอร์ กัสปาร์ รัฐมนตรีคลังลาออก เนื่องจากไม่พอใจแผนรัดเข็มขัดของรัฐบาลอันเป็นเหตุให้เศรษฐกิจถดถอยต่อเนื่อง
ทั้งนี้ การลาออกดังกล่าวสร้างความสั่นคลอนต่อรัฐบาลผสมภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี เปโดร ปาสซอส โคโล เนื่องจากอาจส่งผลให้รัฐบาลขาดเสียงข้างมากในสภาทันที โดยความกังวลนี้ทำให้ตลาดหุ้นยุโรปผันผวนอย่างหนัก ดัชนีพีเอสไอ 20 ของสเปนดิ่ง 6.4% ในระหว่างการซื้อขาย เช่นเดียวกับดัชนีแดกซ์เยอรมนีร่วง 2.28% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี พุ่งแตะ 7.39% จาก 5.23% ในเดือน พ.ค.
กระนั้นก็ตาม ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในยุโรปยังมีข่าวดีจากตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้น โดยสำนักงานสถิติยุโรป เผยว่า ยอดค้าปลีกยูโรโซนเดือน พ.ค. เพิ่มขึ้น 1% จากเดือน เม.ย. สอดคล้องกับภาคการผลิตของยุโรปที่เริ่มฟื้นตัว







