
ตลาดทุนโลกร่วง 3 วันติด หวั่นเฟดติดเบรกคิวอี
หุ้นทั่วโลกร่วงต่อเนื่อง ผวาเฟดชะลอคิวอี กูรูชี้ปรับฐานลงชั่วคราว เปิดทางนักลงทุนเสียบลงทุนต่อ รับแนวโน้มเศรษฐกิจมะกันเริ่มฟื้น
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
หุ้นทั่วโลกร่วงต่อเนื่อง ผวาเฟดชะลอคิวอี กูรูชี้ปรับฐานลงชั่วคราว เปิดทางนักลงทุนเสียบลงทุนต่อ รับแนวโน้มเศรษฐกิจมะกันเริ่มฟื้น
ท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ส่งสัญญาณเตรียมชะลอการใช้นโยบายผ่อนปรนเชิงปริมาณรอบ 3 (คิวอี 3) ภายในปีนี้ หากเศรษฐกิจในประเทศมีแนวโน้มสดใสมากขึ้น ยังเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง
ดัชนีเอชแอนด์พี 500 ของสหรัฐ ปรับตัวลดลงเป็นวันที่ 3 โดยปิดตลาดเมื่อวันที่ 24 พ.ค. ดิ่งลง 0.06% อยู่ที่ระดับ 1,649.60 ขณะที่ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปรับตัวลดลงทันทีหลังเปิดตลาดซื้อขาย ก่อนปรับตัวขึ้นเล็กน้อย 0.1% โดยปิดตลาดอยู่ที่ 15,303.10 จุด และดัชนีแนสแด็ก ลดลง 0.1% ปิดตลาดที่ 3,459.14 จุด โดยในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีดาวโจนส์ ร่วงลงแล้ว 0.3% ดัชนีเอสแอนด์พี 500 และดัชนีแนสแด็กดิ่งลง 1.1%
ทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐ สอดคล้องกับความเคลื่อนไหวตลาดทุนในยุโรป ที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเช่นกัน โดยรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นยุโรป 600 ร่วงลง 1.7% มาอยู่ที่ 303.35 ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงแรงที่สุดในรอบ 10 เดือน
ด้านราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า ปรับตัวลดลง 0.1% มาอยู่ที่ 94.15 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาทองคำในตลาดล่วงหน้า ร่วงลง 0.4% มาอยู่ที่ 1,386.80 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ เช่นเดียวกับสกุลเงินเอเชีย อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง โดยดัชนีเฉลี่ยค่าเงินเอเชีย 10 ประเทศ ยกเว้นค่าเงินเยน ดิ่งลง 0.1% มาอยู่ที่ 117.32
ความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดสหรัฐที่ลดความร้อนแรงลง หลังจากดีดตัวทุบสถิติสูงสุดอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาถึง 15% จุดกระแสการคาดการณ์จากบรรดานักวิเคราะห์ว่าอาจเป็นการปรับฐานดึงกลับลงมาเพียงชั่วคราว เพื่อเปิดทางให้นักลงทุนมีโอกาสเข้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มเติม ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวจะยิ่งส่งผลให้ตลาดหุ้นทะยานกลับไปร้อนแรงอีกครั้งในอนาคตอันใกล้
“การปรับตัวลดลงของตลาดทุน นับเป็นหลักฐานแสดงให้เห็นว่ายังคงมีกระแสทุนร้อนเหลือในมือของนักลงทุนให้สามารถลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการปรับฐานลงมาดังกล่าว ไม่ได้เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงทางปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญ” ทิม คริสคีย์ หัวหน้านักลงทุนของบริษัทบริหารสินทรัพย์โซราริสในนิวยอร์ก กล่าว
ด้าน โจ เบล นักวิเคราะห์สินทรัพย์อาวุโส บริษัทวิจัยการลงทุนแชฟเฟอร์ในสหรัฐ มองว่า แม้ว่านักลงทุนหลายฝ่ายยังวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากการชะลอการใช้มาตรการอัดฉีดเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของเฟด ทว่าโดยส่วนตัวเชื่อว่าเฟดจะยุติการใช้มาตรการอัดฉีดต่อเมื่อเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มขยายตัวและผลประกอบการเอกชนยักษ์ใหญ่ดีขึ้น ซึ่งจะกลายเป็นปัจจัยหนุนความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นต่อไป
“การอัดฉีดของเฟด ไม่ได้เป็นปัจจัยเดียวที่ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรง เพราะในขณะนี้แนวโน้มทางเศรษฐกิจของสหรัฐเริ่มสดใสมากขึ้นแล้ว ทั้งการขยายตัวของการจ้างงานในประเทศและตลาดอสังหาริมทรัพย์” เบล ระบุ
กระแสคาดการณ์ดังกล่าว สอดคล้องกับข้อมูลทางเศรษฐกิจสหรัฐล่าสุดที่ปรับตัวดีขึ้น โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ เปิดเผยว่า ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือน เม.ย. ปรับตัวขึ้น 3.3% สู่ระดับ 2.226 แสนล้านเหรียญสหรัฐ อันเป็นผลมาจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งในเครื่องบินรบและเครื่องบินพาณิชย์ ซึ่งเป็นการขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากเมื่อเดือน มี.ค. ที่เพิ่มขึ้น 5.9%
ทั้งนี้ เบน เบอร์แนนคี ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ ออกแถลงเมื่อวันที่ 22 พ.ค. ระบุว่า เฟดอาจตัดสินใจปรับลดวงเงินในมาตรการเข้าซื้อตราสารหนี้ในอัตราเดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในการประชุมนโยบายเฟดในอีกไม่กี่ครั้งข้างหน้า หากเศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น โดยรายงานการประชุมดังกล่าวระบุอีกด้วยว่า ผู้กำหนดนโยบายเฟดบางส่วนกำลังพิจารณาชะลอการใช้มาตรการอัดฉีดเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเร็วที่สุดในการประชุมนโยบายระหว่างวันที่ 18-19 มิ.ย.นี้
ภายใต้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี 3) ธนาคารกลางสหรัฐ จะเดินหน้าเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐในอัตราเดือนละ 4.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และเข้าซื้อหลักทรัพย์ที่มีสัญญาจำนองค้ำประกันอีก 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยหวังกดดันต้นทุนการกู้ยืมให้อยู่ในระดับต่ำ เพื่อกระตุ้นการลงทุนและการจ้างงานในประเทศ







