posttoday
หัวอกคนวัยเลข 3

หัวอกคนวัยเลข 3

19 พฤษภาคม 2556

ดูเหมือนว่าเพียงชั่วข้ามคืน บรรดาคนวัยที่ขึ้นต้นด้วยเลข 3 ของจีนจะเข้าสู่วัยชราก่อนวัยอันควร สังเกตได้จากพวกเขาเริ่มรำลึกถึงวันเก่าๆ ทอดถอนใจไปกับชีวิตวัยเด็กที่เต็มไปด้วยความสดใส และเรื่องราวดีๆ มากมายที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข

ดูเหมือนว่าเพียงชั่วข้ามคืน บรรดาคนวัยที่ขึ้นต้นด้วยเลข 3 ของจีนจะเข้าสู่วัยชราก่อนวัยอันควร สังเกตได้จากพวกเขาเริ่มรำลึกถึงวันเก่าๆ ทอดถอนใจไปกับชีวิตวัยเด็กที่เต็มไปด้วยความสดใส และเรื่องราวดีๆ มากมายที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข ทว่า คนที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเด็กที่เติบโตมาด้วยความรักความเอาใจใส่อย่างดีจากพ่อแม่เหล่านี้ กลับรู้สึกเหนื่อยใจและเหนื่อยกายจนแทบรับไม่ไหวกับสภาพชีวิตที่เป็นอยู่ในวันนี้

อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้คนกลุ่มนี้รู้สึกเหนื่อยหน่ายกับชีวิตและเกิดแรงกดดันอย่างมากกัน

เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าพวกเขาเติบโตมาในยุคที่เศรษฐกิจของประเทศได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ใช้ชีวิตในวัยเด็กภายใต้สภาพแวดล้อมที่ดีกว่ารุ่นพ่อแม่มาก แต่ขณะเดียวกันยุคสมัยที่เทคโนโลยีกว้างไกลเช่นนี้ ก็ส่งผลต่อแรงกดดันในชีวิตรูปแบบใหม่ได้เช่นกัน การเกิดในยุคที่มีการปฏิรูปทางเศรษฐกิจและสังคม ทำให้พวกเขามีการ์ตูนดู มีอาหารดีๆ กิน มีการบ้านกองพะเนินที่ทำกันไม่หวาดไม่ไหว ที่สำคัญคือมีทางเลือกในชีวิตมากกว่าคนรุ่นก่อน ทว่าศัตรูตัวฉกาจของพวกเขาคือการแข่งขันอย่างดุเดือด ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องแย่งชิงกัน เปรียบเหมือนอยู่ท่ามกลางสมรภูมิรบที่ต้องประคับประคองชีวิตให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของผู้อื่น

ใครเลยจะรู้ว่าการใช้ชีวิตอยู่ในยุคที่เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสารและมีตำแหน่งงานดีๆ ให้ทำ ได้ลิ้มลองรสชาติชีวิตของคนเมืองที่เต็มไปด้วยความทันสมัยกลับสร้างแรงกดดันให้แก่พวกเขาอย่างมาก

ถ้าเป็นผู้หญิง พอย่างเข้าสู่วัยออกเรือน ก็มักจะถูกเร่งรัดให้แต่งงาน ต้องบอกก่อนว่าการหาผู้ชายที่เพียบพร้อมไปด้วยบ้าน รถ และเงินในยุคนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย อีกอย่างผู้หญิงสมัยนี้โดยเฉพาะผู้หญิงในเมืองก็มีความสามารถในการหางานรายได้งามๆ เป็นหลักประกันชีวิตที่มั่นคงให้ตนเอง ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายตามประสาคนโสดโดยไม่คิดที่จะแสวงหาคู่ชีวิตก็มีอยู่ไม่น้อย หลายคนใช้ชีวิตอยู่ในเมืองจนเคยชิน พอกลับไปเยี่ยมบ้านที่ต่างเมือง ก็มักจะเจอคำถามว่า “มีแฟนหรือยัง” ถ้าไม่มีก็จะถูกต่อว่าต่อขาน ทำให้บางคนถึงกับกดดันจนต้องแยกออกมาอยู่เพื่อความสบายใจ ส่วนถ้าเป็นผู้ชายก็ดูจะหนักหน่อย เพราะหากไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกในชีวิตที่ตอบสนองความต้องการของสาวยุคใหม่ ก็มักไม่เข้าตาเพศตรงข้าม และจบลงด้วยการครองตัวโสดอย่างไร้ทางเลือก

ในกรณีที่มีแฟนแล้ว ก็มักถูกเร่งรัดให้แต่งงานจะได้มีลูกหลานสืบสกุล การใช้ชีวิตอยู่ในสภาพสังคมที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน ย่อมส่งผลต่อสภาพจิตใจของหนุ่มสาวออฟฟิศจำนวนมาก ปรากฏการณ์คนรุ่นใหม่ที่มีบุตรยาก ก็เป็นเรื่องที่พบเห็นกันโดยทั่วไป ตราบใดที่ชาวจีนยังคงมีแนวคิดเรื่องการสืบสกุล และบรรดาลูกๆ ยังไม่สามารถมีบุตรด้วยเหตุผลประการใดก็ตาม พวกเขาก็ยังคงตกอยู่ภายใต้แรงกดดันจากสายตาญาติมิตรอยู่ร่ำไป

กระแสการแต่งงานแบบสายฟ้าแลบและหย่าร้างกันภายในเวลาไม่กี่เดือนเป็นที่นิยมมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พฤติกรรมดังกล่าวไม่ได้ส่งผลดีต่อสถาบันครอบครัวแม้แต่น้อย เหตุที่ทำให้เกิดพฤติกรรมดังกล่าวประกอบขึ้นจากปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นช่วงวัยแห่งการเติบโตที่ไม่ค่อยมีพี่น้องคลานตามกันมา ทำอะไรก็ทำคนเดียว จึงมีความเป็นเอกเทศในการใช้ชีวิต ไม่ค่อยมีน้ำอดน้ำทนกับคนรอบข้างเท่าใดนัก ทั้งนี้พวกเขาไม่ค่อยมีภูมิคุ้มกันทางจิตใจ ไม่เคยถูกกระทบกระเทือนใจอย่างรุนแรง ไม่เคยเผชิญปัญหาต่างๆ ด้วยตนเอง มองเผินๆ ก็เหมือนผู้ใหญ่ธรรมดา แต่จิตใจเปราะบางและไม่สู้ปัญหา เมื่อเกิดความขัดแย้งที่หาทางออกไม่ได้ จึงมักจบลงด้วยการแยกทางกันโดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกของฝ่ายตรงข้าม อัตราการหย่าร้างที่เกิดตามเมืองใหญ่เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ ส่งผลให้คนยุคใหม่ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับชีวิตคู่ ทั้งๆ ที่รู้อยู่เต็มอกว่าไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบและมีปัญหาหยุมหยิมคอยกวนใจอยู่ตลอดเวลา มุมมองเรื่องการแต่งงานของพวกเขาเข้าข่ายที่ว่า “รักก็อยู่ด้วยกัน หมดรักก็เดินแยกทาง” กลายเป็นปัญหาสังคมที่สร้างความวุ่นวายตามมามากมายในขณะนี้

นี่ยังไม่นับรวมปัญหาเรื่องบ้านที่ราคาสูงจนมนุษย์เงินเดือนรับแทบไม่ไหว หลายครั้งที่คนวัยเลข 3 รู้สึกโล่งใจหลังจากที่ได้ซื้อบ้านเป็นของตนเอง แต่ก็ต้องใช้ชีวิตในวันข้างหน้าอีกหลายสิบปีอย่างทาสเงินผ่อน เพราะอัตราการขึ้นของเงินเดือนวิ่งไม่ทันราคาบ้านที่สูงขึ้นเรื่อยๆ กล่าวได้ว่า คนรุ่นนี้แทบไม่เคยสัมผัสกับรสชาติความขมขื่น การซื้อบ้านเป็นของตนเองถือเป็นด่านพิสูจน์แรกที่หนักเอาการ พวกเขาต้องกัดฟันสู้อุปสรรคนานัปการเพื่อให้ตนเองเป็นอิสระจากการเป็นทาสเงินผ่อน จนในบางครั้งสร้างความรู้สึกเป็นปรปักษ์กับสังคมยุคใหม่ที่เพิ่มแรงกดดันในชีวิตให้แก่พวกเขา

ผลการสำรวจชี้ให้เห็นว่า กว่าครึ่งของคนวัยดังกล่าวใช้ชีวิตอยู่ภายใต้แรงกดดันนานัปการ ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ไม่มีความสามารถในการเลี้ยงดูพ่อแม่ และก็มีอยู่ไม่น้อยที่รู้สึกว่าจะเลี้ยงบุตรสักคนให้เติบโตขึ้นมาได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน นอกจากต้องมีภาระในการเลี้ยงดูพ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายแล้ว หากมีคนรุ่นปู่ย่าตายายในบ้าน ก็เป็นภาระที่ต้องดูแล ลองคิดดูว่า ชีวิตวัยเด็กที่เป็นองค์ชายหรือองค์หญิงตัวน้อย มีแต่คนคอยสนองความต้องการ พอเติบโตมากลับต้องพลิกบทบาทมาเป็นเสาหลักของบ้าน แรงกดดันทางจิตใจและความรู้สึกหดหู่ใจจะมีมากเพียงใด

ฟังดูแล้วรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับชีวิตที่เต็มไปด้วยแรงกดดันเช่นนี้ แต่อย่าลืมว่าหากพวกเขาสามารถฟันฝ่าอุปสรรคเหล่านี้ไปได้ ความสุขในการใช้ชีวิตก็อยู่เพียงแค่เอื้อมมือ

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน