
ผลิตจีนดิ่งเหตุส่งออกชะงัก
ความต้องการสินค้าจีนในตลาดโลกซึมหนักจีนยอมรับสภาพรอปรับสมดุลใหม่
ความต้องการสินค้าจีนในตลาดโลกซึมหนักจีนยอมรับสภาพรอปรับสมดุลใหม่
ภาคการผลิตจีนอ่อนแรง ผลกระทบจากภาคการส่งออกชะลอตัวลง จีนยังโงหัวไม่ขึ้นหลังเศรษฐกิจโลกชะงัก
ธนาคารเอชเอสบีซีเปิดเผยดัชนีภาคการผลิต (พีเอ็มไอ) ของจีนประจำเดือน เม.ย.เมื่อวานนี้ ปรากฏว่า ปรับตัวลดลงจาก 51.6 ในเดือน มี.ค. เหลือ 50.5 ในเดือนนี้ อันเป็นผลจากภาคการส่งออกที่ไม่ดีนัก เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐที่ยังไม่ฟื้นดี และเศรษฐกิจยุโรปที่ยังคงมีปัญหา
“ตัวเลขการส่งออกของจีนลดลงหลังจากที่ฟื้นตัวในเดือน มี.ค. บ่งชี้ว่าความต้องการซื้อสินค้าจากจีนทั่วโลกยังคงมีน้อย อย่างไรก็ตาม จีนถูกคาดหวังว่าจะสามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจภายในประเทศได้ โดยเพิ่มการลงทุนและกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศในอีกไม่กี่เดือนนี้” ฉูห่งบิน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารเอชเอสบีซีประจำประเทศจีน กล่าว
ทั้งนี้ ตลาดหุ้นฮ่องกงปรับตัวลดลงรับข่าวร้ายดังกล่าวทันทีถึง 1.2% เช่นเดียวกับดัชนีคอมโพสิตของตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ที่ปรับลดลง 2.2% นอกจากนี้ค่าเงินเยนก็ปรับตัวแข็งค่าขึ้นทันที 0.6% เมื่อเทียบกับค่าเงินเหรียญสหรัฐไปอยู่ที่ 98.65 เยนต่อเหรียญสหรัฐ เนื่องจากนักลงทุนหันไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยกว่าแทน
“ไม่น่าแปลกใจกับปฏิกิริยาแง่ลบที่ตอบสนองมาจากนักลงทุน เนื่องจากปรากฏการณ์ทะยานขึ้นของตลาดหุ้นในช่วงปี 2556 นี้เกิดจากความเชื่อมั่นในการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของเศรษฐกิจจีน และดัชนีพีเอ็มไอที่ปรับตัวลดลง ได้บั่นทอนความคึกคักของการลงทุน” ทิม วอเตอร์เรอร์ นักลงทุนอาวุโสของซีเอ็มซีมาร์เก็ต บริษัทด้านการลงทุนในออสเตรเลีย กล่าว
ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมและสารสนเทศของจีนระบุด้วยว่า บริษัทจีนไม่ประสงค์ที่จะลงทุนในช่วงที่มีความต้องการในตลาดโลกน้อยและมีกำลังการผลิตที่ล้นเกิน โดยเน้นว่าเศรษฐกิจจีนกำลังเผชิญปัญหาปัจจัยที่ไม่แน่นอนทั้งภายในและภายนอกประเทศ
ก่อนหน้านี้ โจวเซียวฉวน ผู้ว่าการธนาคารกลางจีน กล่าวเมื่อวันที่ 20 เม.ย. ว่า ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ 7.7% ในช่วงไตรมาสแรกนั้นยังถือว่าปกติ แม้ว่าจะต่ำกว่านักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 8%
นอกจากนั้น ผู้ว่าการธนาคารกลางจีน กล่าวว่า โลกจะต้องลดความคาดหวังลง หลังจากที่เติบโตทางเศรษฐกิจเกิน 10% มาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากจีนจำเป็นต้องเสียสละการเติบโตระยะสั้นเพื่อวัตถุประสงค์ของการปฏิรูปและปรับเปลี่ยนรูปแบบโครงสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศไปสู่การพึ่งพาแรงบริโภคภายในแทนการพึ่งพาการส่งออกเหมือนที่เคยเป็นมา
อย่างไรก็ตาม ผลการสำรวจของรอยเตอร์สล่าสุด พบว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนจะสามารถฟื้นตัวได้อีกครั้งในช่วงไตรมาส 2 ในช่วงที่รัฐบาลเพิ่มการใช้จ่ายลงทุนในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศมากขึ้น







