
"ขึ้นภาษี" ปลายทางใช้หนี้เงินกู้ 2 ล้านล.
ประเด็นความคุ้มค่าในการลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูง 4 สายของรัฐบาล ที่จะดำเนินการด้วยงบประมาณส่วนหนึ่งจาก พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ที่กำลังอยู่ระหว่างการรอแปรญัตติจากสภาผู้แทนราษฎร ยังเป็นที่ถกเถียงกันเป็น ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์
ประเด็นความคุ้มค่าในการลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูง 4 สายของรัฐบาล ที่จะดำเนินการด้วยงบประมาณส่วนหนึ่งจาก พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ที่กำลังอยู่ระหว่างการรอแปรญัตติจากสภาผู้แทนราษฎร ยังเป็นที่ถกเถียงกันเป็น ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์
ขณะนี้ยังไม่มีใครบอกได้ชัดเจนว่ารายละเอียดการลงทุนเป็นเช่นไร เพราะในการอภิปรายรับร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รัฐบาลก็ไม่ได้ชี้แจงชัดเจนว่าการลงทุนและระดมทุนจะทำเช่นไรบ้าง
เมื่อวันที่ 3 เม.ย. อดีต รมว.คลัง ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ 1 “ธีระชัย ภูวนาถ นรานุบาล” ก็โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมเปรียบเทียบการลงทุนโครงการรถไฟรางคู่กับรถไฟความเร็วสูง ซึ่งเขาระบุว่าได้สนทนากับข้าราชการกระทรวงคมนาคม ระบุว่า การลงทุนในรถไฟรางคู่น่าจะเหมาะสมกว่าโดยข้อมูลเปรียบเทียบที่ธีระชัยให้ไว้คือ
“ผมให้ข้อมูลเพิ่ม เพื่อประชาชนจะสามารถวิเคราะห์กันได้เอง
1.ระบบรางคู่อาจจะทำให้การรถไฟขาดทุนน้อยลง เพราะจะมีการขนส่งสินค้ามากขึ้น แต่ธุรกิจที่ใช้บริการจะมีต้นทุนต่ำลง เศรษฐกิจขยายตัวได้ จึงจะเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มได้บ้าง เก็บภาษีบุคคลธรรมดาเพิ่มได้บ้าง
2.รถไฟกรุงเทพฯ จะมีคนใช้มาก จะมีกำไรพอใช้หนี้ คงไม่ต้องพึ่งรัฐบาลมากนัก
3.รถไฟความเร็วสูงขนแต่ผู้โดยสาร (ไม่เห็นประเทศใดใช้ขนสินค้า) จะเพิ่มผลผลิตของประเทศให้มากกว่าที่ Low Cost Airline ทำอยู่แล้วได้หรือไม่ ในระดับเงินเดือนและค่าจ้างปัจจุบัน คาดว่าจะไม่มากนัก เพราะหากไม่มีระบบนี้ ค่าเสียโอกาสที่การเดินทางจะช้าไปบ้าง หรือที่ต้องใช้ Low Cost Airline แทนนั้นไม่รุนแรง
ถามต่อว่าจะเพิ่มการท่องเที่ยวจากต่างประเทศได้หรือไม่ คาดว่าไม่มากนัก เพราะจากต่างประเทศเขาบินตรงเข้าเชียงใหม่และอู่ตะเภากันอยู่แล้ว
4.เมื่อโครงการไม่มีกำไร ไม่มีเงินจากโครงการมาเพื่อใช้หนี้ 5 ล้านล้านบาทโดยตรง การใช้หนี้ก็ต้องอาศัยรัฐบาลเก็บภาษีในรูปแบบต่างๆ เพื่อมาชำระหนี้ แต่รัฐบาลมีนโยบายเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีบุคคลธรรมดาต่ำ เพื่อให้แข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน และไม่ผลักดันเก็บภาษีทรัพย์สินและที่ดิน จึงเหลือช่องทางเดียว คือ เพิ่ม VAT (ภาษีมูลค่าเพิ่ม)
5.ผมได้ฟัง ดร.พิสิฐ ลี้อาธรรม ในฐานะนักวิชาการ ตั้งคำถามน่าคิดหากรัฐบาลเพิ่ม VAT จนสูงเท่าประเทศในยุโรป บางประเทศ 23% บางประเทศ 28% ประชาชนจะคิดอย่างไร จะกระทบคนจนหรือคนรวยมากกว่ากัน
6.รัฐบาลจึงควรให้สภาพัฒน์ (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช.) และกระทรวงการคลัง ประเมินตัวเลขไปข้างหน้าตลอดระยะเวลาชำระหนี้ และให้หน่วยงานทั้งสองชี้แจงต่อสาธารณะ ว่าโครงการลงทุนจะเพิ่มรายได้เท่าใด จะมีกำไรมาชำระหนี้หรือไม่ ประเทศจะมีรายได้จากภาษีต่างๆ เท่าใด และจะต้องเก็บภาษีใดเพิ่มขึ้นหรือไม่เพื่อมาชำระหนี้ ซึ่งทำตัวเลขได้ไม่ยากครับ แต่ตัวเลขต้องอาศัยหลักวิชาการ ต้องไม่ใช่การขายฝัน
7.ดร.พิสิฐ เคยเป็นกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ เขาเปรยว่าเสียดายที่ไม่ได้กำหนดในรัฐธรรมนูญเอาไว้ ให้รัฐบาลต้องแสดงแหล่งเงินที่จะใช้ชำระหนี้สำหรับโครงการกู้เงินต่างๆ เพราะการวางนโยบายที่เป็นยุทธศาสตร์ชาติเช่นนี้ ประชาชนควรได้ข้อมูลครบทุกด้าน ทั้งด้านประโยชน์ที่จะได้รับ และด้านค่าใช้จ่ายที่จะต้องร่วมกันควักกระเป๋า
8.ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่เป็นของฟรี แต่ต้องมาจากเงินของพวกเราทั้งนั้นแหละครับ”







