posttoday
อาเซียนตั้งรับเงินร้อนทะลักลุยถก "กองทุนริเริ่มเชียงใหม่"

อาเซียนตั้งรับเงินร้อนทะลักลุยถก "กองทุนริเริ่มเชียงใหม่"

03 เมษายน 2556

อาเซียนเตรียมหารือรายละเอียด “กองทุนริเริ่มเชียงใหม่” หวั่นตะวันตกกระตุ้นเศรษฐกิจจุดชนวนฟองสบู่

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

อาเซียนเตรียมหารือรายละเอียด “กองทุนริเริ่มเชียงใหม่” หวั่นตะวันตกกระตุ้นเศรษฐกิจจุดชนวนฟองสบู่

เจ้าหน้าที่ระดับสูงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เตรียมหารือรายละเอียดขั้นตอนสุดท้ายของ “กองทุนริเริ่มเชียงใหม่” ซึ่งเป็นกองทุนที่ชาติสมาชิกอาเซียน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน ร่วมกันตั้งขึ้นเพื่อเป็นภูมิคุ้มกันกรณีเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก ในระหว่างการประชุมรัฐมนตรีคลังอาเซียนที่บรูไน ระหว่างวันที่ 34 เม.ย.นี้

วอลสตรีต เจอร์นัล รายงานว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นขณะที่บรรดาเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชียกำลังเผชิญกับภาวะเงินทุนไหลทะลักอย่างต่อเนื่อง ภายหลังเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ของโลกโดยเฉพาะสหรัฐและญี่ปุ่น ต่างเดินหน้าผ่อนนโยบายการเงินลงอย่างต่อเนื่อง

“เงินร้อนกำลังหลอกหลอนเอเชียอีกครั้งเหมือนเมื่อครั้งเกิดวิกฤตการเงินปี 2540 จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หลายชาติไล่เรียงตั้งแต่อินโดนีเซียที่ล่าสุดออกมาตรการจำกัดสินเชื่อรถยนต์ ไปจนถึงมาเลเซียที่เริ่มคุมเข้มการปล่อยกู้ ต่างพร้อมใจกันงัดมาตรการสกัดเงินร้อน” รายงานระบุ

นักวิเคราะห์จึงมองว่า กองทุนริเริ่มเชียงใหม่ ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2543 และมีวงเงินทั้งหมด 2.4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7.2 ล้านล้านบาท) กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง ท่ามกลางความไม่แน่นอนและความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสี่ยงที่เงินทุนจะไหลออก

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ปัจจุบันกองทุนริเริ่มเชียงใหม่ยังคงไม่สามารถนำมาใช้ได้จริง เนื่องจากมีข้อจำกัดหลายด้าน เช่น เงื่อนไขสำคัญที่ระบุว่า ชาติสมาชิกที่ต้องการเข้าถึงเงินช่วยเหลือฉุกเฉินจำเป็นต้องลงนามในข้อตกลงกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ตลอดจนข้อจำกัดด้านโครงสร้าง เนื่องจากปัจจุบันยังคงไม่มีหน่วยงานกลางที่มีอำนาจอนุมัติเงินช่วยเหลือโดยตรง

นอกจากนี้ กองทุนดังกล่าวยังไม่มีความยืดหยุ่นมากพอ ซึ่งเห็นได้จากเงินที่แต่ละชาติประกาศจะช่วยสมทบนั้น ยังคงฝากไว้กับธนาคารกลางของแต่ละประเทศแทนที่จะนำมาเก็บรวมในสถานที่เดียวกัน

“หากถามว่ากองทุนริเริ่มเชียงใหม่สามารถนำมาใช้ได้จริงในวันนี้หรือไม่ คำตอบคือไม่” เจเอนท์ เมนอน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ฝ่ายการค้าและความร่วมมือระดับภูมิภาค ประจำธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ระบุ

สอดคล้องกับความเห็นของ ฮาล ฮิล อาจารย์ด้านเศรษฐกิจอาเซียนจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ซึ่งมองว่าขั้นตอนการทำงานของกองทุนริเริ่มเชียงใหม่ยังคงเป็นไปอย่างเชื่องช้า ซึ่งนับว่าเสี่ยงมากหากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นมาจริง

“เวลาเกิดวิกฤต ทุกวัน ทุกชั่วโมง สำคัญหมด ดังนั้นตราบใดที่สำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของภูมิภาคอาเซียนบวก 3 (เอเอ็มอาร์โอ) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่กำกับดูแลกองทุนดังกล่าว ยังคงขาดความน่าเชื่อถือ ตลอดจนไม่มีกลไกทำงานที่เร็วพอ โอกาสที่ชาติสมาชิกจะหันไปพึ่งเงินช่วยเหลือจากแหล่งอื่นแทนก็ยิ่งสูงขึ้นตาม” ฮิล กล่าว

ด้าน บัมบัง โบรโจเนโกโร ผู้อํานวยการสํานักงานเศรษฐกิจการคลังของอินโดนีเซีย ยืนยันว่า ชาติสมาชิกอาเซียนกำลังเร่งแก้ไขรายละเอียดของกองทุนริเริ่มเชียงใหม่ พร้อมเผยว่า อาจมีการมอบอำนาจให้รองรัฐมนตรีคลังของแต่ละประเทศ ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนประเทศในกองทุนอยู่แล้ว สามารถจัดประชุมฉุกเฉินและอนุมัติเงินช่วยเหลือภายในไม่กี่ชั่วโมง

นอกจากนี้ ในอนาคตมีความเป็นไปได้ที่อาเซียนบวก 3 จะขยายตัวเป็นอาเซียนบวก 6 เพื่อดึงออสเตรเลีย อินเดีย และนิวซีแลนด์ เข้ามามีส่วนร่วมได้ รวมทั้งอาเซียนบวก 8 ซึ่งรวมรัสเซียและสหรัฐ

“ในอนาคตกองทุนริเริ่มเชียงใหม่และเอเอ็มอาร์โอ อาจผนวกรวมกลายเป็นองค์กรที่มีโครงสร้างใกล้เคียงกับไอเอ็มเอฟก็เป็นได้ ซึ่งหมายความว่า คณะกรรมการกลางจะเป็นผู้อนุมัติเงินแทนแต่ละชาติสมาชิก” โบรโจเนโกโร ให้สัมภาษณ์กับวอลสตรีต เจอร์นัล

ข่าวล่าสุด

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว