posttoday
การเมืองไทยการเคลื่อนไหวที่ยังไร้เงา บทสรุป

การเมืองไทยการเคลื่อนไหวที่ยังไร้เงา บทสรุป

04 เมษายน 2553

...ทีมข่าวต่างประเทศ

การประท้วงภายในประเทศไทยที่ยืดเยื้อมาราวกว่า 20 วันแล้ว แต่สื่อต่างชาติก็ยังคงให้ความสนใจรายงานข่าวกับเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

รายงานของรอยเตอร์สอ้างความคิดเห็นของทางคริส เบเคอร์ นักวิเคราะห์การเมือง ผู้ที่คร่ำหวอดและเคยเขียนหนังสือหลายเล่มเกี่ยวกับการเมืองในประเทศไทยระบุว่า

“มันยากที่จะระบุว่า การเคลื่อนไหวเพื่อมุ่งหวังการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้จะเป็นไปในทิศทางใด และจะกลายเป็นความยืดเยื้อและยาวนานหรือไม่อย่างไร” เบเคอร์ กล่าว

ทั้งนี้ เบเคอร์ ระบุว่า ความจริงอย่างหนึ่งที่เห็นอย่างชัดเจนในไทยก็คือ ผู้คนจำนวนมากในประเทศไทยและกลุ่มผู้ประท้วงที่ถูกเกณฑ์เข้ามาจำนวนมากเป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลง และคลื่นลมทางการเมืองไทย

นอกจากนี้ ในสายตานักวิเคราะห์ต่างชาติยังเชื่อว่า การที่ทั้งสองฝ่ายพยายามที่จะเข้าครองอำนาจทางการเมืองไทยในช่วงเดือน ต.ค. นี้ เพราะเป็นช่วงเวลาของการเปลี่ยนย้ายตำแหน่งทางกองทัพประจำปี และเป็นช่วงเวลาของการงบประมาณรายจ่ายของประเทศ ซึ่งช่วงเวลานี้เองที่จะทำให้รัฐบาลที่ครองอำนาจบริหารประเทศในสมัยนั้นได้กระจายนโยบายในการซื้อใจประชาชน โดยเฉพาะผู้คนในต่างจังหวัด

ส่วนอำนาจและการแต่งตั้งโยกย้ายทางทหารเป็นเรื่องของการชี้ขาดในทิศทางทางการเมืองด้วย ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งทางการเมือง เพราะทหารจะเป็นผู้ที่มีกำลังสำคัญในการดูแลความมั่นคงภายในประเทศ เป็นผู้ที่จะสนับสนุนรัฐบาล ดังนั้นในรายงานข่าวดังกล่าวจึงมองว่าช่วงที่มีการแต่งตั้งและโยกย้ายในกองทัพนั้นเป็นช่วงเวลาที่ละเอียดอ่อนในด้านการเมืองของไทย

ยิ่งไปกว่านั้น ในรายงานของรอยเตอร์สยังระบุกระทั่งว่า เงินงบประมาณจำนวนหนึ่งจะถูกจัดสรรไปยังกองทัพและกระทรวงต่างๆ อีกด้วย

ส่วนทางเอพีเชื่อว่าการชุมนุมในครั้งนี้ของกลุ่มผู้ชุมนุมส่วนมากเป็นคนยากจน และอาศัยอยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัดนั้นไม่ได้เพียงสร้างความรำคาญใจให้กับผู้ที่ใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่ในรายงานเชื่อว่ามีคนในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นคนที่อยู่ในชนชั้นกลางและชั้นสูงในสังคมก็เห็นใจชาวต่างจังหวัด และความต้องการของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ต้องการจะเห็นการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นและสิ้นสุดด้วยความเท่าเทียมกันทางสังคม

แต่ทว่า คนเหล่านี้ก็ไม่สนับสนุนการประท้วงในครั้งนี้ เนื่องจากว่าการประท้วงดังกล่าวถูกสนับสนุนโดยอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

ด้านหนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทมส์ ได้เปิดพื้นที่รับความคิดเห็นจากทาง ศ.ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งปัจจุบันเป็นนักวิชาการอยู่ที่ศูนย์มานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ได้เขียนแสดงความคิดเห็นถึงสถานการณ์การเมืองไทยในช่วงเวลานี้ว่า กลุ่มผู้ชุมนุมได้รับการสนับสนุนจากทางกลุ่มแรงงานที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ แต่การชุมนุมในครั้งนี้มีอีกหนึ่งตัวแปรก็คือ บรรดาพรรคร่วมรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

สำนักข่าวต่างประเทศอีกหลายแห่งยังคงโหมรายงานเมื่อวันที่ 3 เม.ย. ว่า ศูนย์กลางการค้าในใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ได้ถูกเปลี่ยนเป็นที่หลับนอนของกลุ่มผู้ประท้วง

รายงานกล่าวว่า อย่างน้อยห้างสรรพสินค้าจำนวนกว่าครึ่งโหลซึ่งล้วนแต่เป็นห้างใหญ่และสำคัญทางธุรกิจ รวมทั้งโรงแรมที่ถูกปิดทำการ เนื่องจากกลุ่มผู้ประท้วงจะใช้พื้นที่ใกล้เคียงเป็นที่พักค้างแรม ทั้งที่พื้นที่เหล่านั้นเป็นพื้นที่ที่เคยคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยว และเป็นพื้นที่ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดสำหรับนักช็อปต่างชาติ

วอลสตรีต เจอร์นัล ระบุว่า ช่วงวันเสาร์และช่วงสุดสัปดาห์เป็นช่วงเวลาที่ดีสำหรับเศรษฐกิจภายในประเทศ เพราะจะมีผู้ออกมาใช้จ่ายจำนวนมาก ซึ่งเวลาดังกล่าวก็เป็นช่วงเวลาที่กลุ่มคนเสื้อแดงเลือกที่จะออกมาประท้วงติดต่อกันเป็นเวลาหลายสัปดาห์มาแล้ว โดยในครั้งนี้มีการปิดศูนย์การค้าขนาดใหญ่ ซึ่งทางศูนย์การค้าเชื่อว่าจะทำให้สูญเสียรายได้ไปกว่า 100150 ล้านบาทต่อ 1 วัน

ปีเตอร์ กิบบอนส์ ชาวออสเตรเลียวัย 43 ปี กล่าวว่า เขาตั้งใจที่จะมาเดินช็อปปิ้งหลังจากที่เพิ่งเสร็จสิ้นจากการติดต่อธุรกิจ ซึ่งก็ต้องพลาดโอกาสนั้น แต่ทว่าก็ไม่ได้รู้สึกว่าการประท้วงจะเป็นเรื่องเลวร้าย

ในบล็อกการเมืองต่างประเทศมีความคิดเห็นของเดนนิส ดี เกรย์ มองสถานการณ์การเมืองไทยว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจากเดิมการขับเคลื่อนและการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในไทยนั้น ชนชั้นปัญญาชนในกรุงเทพฯ แต่ทว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นความพยายามที่จะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยชาวบ้าน ซึ่งอยู่ในพื้นที่ชนบท ซึ่งวิธีการของคนเหล่านั้นก็คือการชุมนุมประท้วง เพื่อเรียกร้องต่อทางรัฐบาลที่บริหารประเทศ

อย่างไรก็ตาม เกรย์ก็ยังระบุไปในทิศทางเดียวกันว่า การชุมนุมในครั้งนี้ยังคงไม่สามารถระบุได้ว่าจะจบลงอย่างไร หรือจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางใดเช่นกัน

ในบล็อกดังกล่าวยังได้มีการอ้างความคิดเห็นของทางวิลเลียม คลอสเนอร์ นักวิชาการชาวสหรัฐซึ่งติดตามความเคลื่อนไหวและเรื่องราวของประชาชนในพื้นที่ชนบทของไทยมากเป็นเวลากว่าครึ่งศตวรรษกล่าวชัดเจนว่า ประเทศไทยไม่ได้เกิดความยุ่งยากหรือวุ่นวายเนื่องจากโครงสร้างของชนชั้น อย่างที่ถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นในการเคลื่อนไหวทางสังคมที่เกิดขึ้นในครั้งนี้

แต่ทว่า การต่อสู้ในครั้งนี้เป็นเพียงการต่อสู้กับความไม่ซื่อสัตย์ และการคอร์รัปชันของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนานแล้ว

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก