posttoday
แบงก์ชาติแห่ซื้อทองมากสุด 500 ปี หวั่นเงินสกุลหลักโลกเสื่อมค่า

แบงก์ชาติแห่ซื้อทองมากสุด 500 ปี หวั่นเงินสกุลหลักโลกเสื่อมค่า

15 กุมภาพันธ์ 2556

ธนาคารกลางทั่วโลกแห่เข้าซื้อทองคำสูงสุดเกือบ 50 ปี เหตุต้องการกระจายการถือครองทุนสำรองมากขึ้น

ธนาคารกลางทั่วโลกแห่เข้าซื้อทองคำสูงสุดเกือบ 50 ปี เหตุต้องการกระจายการถือครองทุนสำรองมากขึ้น

สภาทองคำโลก (ดับเบิลยูจีซี) เปิดเผยว่า ในปี 2555 การเข้าซื้อทองคำของธนาคารกลางหลายประเทศทั่วโลกได้ทำสถิติสูงมากที่สุดในรอบ 48 ปีหรือนับตั้งแต่ปี 2507 ที่ 534.6 ตัน ซึ่งประเทศที่เข้าซื้อมากที่สุดได้แก่ประเทศกำลังพัฒนา เช่น รัสเซีย บราซิล และอิรัก โดยมีสาเหตุมาจากความต้องการเพิ่มการถือครองทุนสำรองระหว่างประเทศให้หลากหลายมากขึ้น ท่ามกลางภาวะค่าเงินสกุลหลักของโลก เช่น เงินเหรียญสหรัฐที่เริ่มอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง

ดับเบิลยูจีซี เผยอีกด้วยว่าการเข้าซื้อทองคำของธนาคารกลางปีที่แล้วยังคิดเป็นสัดส่วนของความต้องการซื้อทองคำของปีที่แล้วทั้งปีที่ 12% ขณะที่ปี 2554 อยู่ที่ 10%

นอกจากนี้ สภาทองคำโลกยังระบุต่อด้วยว่าสาเหตุที่ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาหันมาถือครองทองคำเป็นทุนสำรองมากขึ้น เกิดจากการที่ประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ เริ่มมีทุนสำรองเป็นเงินเหรียญสหรัฐ และเงินยูโรมากเกินไป จึงต้องการหันมาซื้อทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยงมากขึ้น

ริก สปูนเนอร์ หัวหน้านักวิเคราะห์ด้านการตลาดของซีเอ็มซีมาร์เก็ต ระบุว่า ทิศทางความต้องการซื้อทองคำของเหล่าแบงก์ชาติทั่วโลกจะดำเนินต่อไป เพราะถือเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลานี้ที่เงินสกุลเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการใช้นโยบายกระตุ้นทางการเงินผ่านการอัดฉีดเงินเข้าระบบ (คิวอี) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าความต้องการซื้อทองคำของเหล่าธนาคารกลางทั่วโลกจะเพิ่มขึ้น แต่ข้อมูลความต้องการซื้อทองคำโลกของดับเบิลยูจีซีในปี 2555 ระบุว่า ลดลงถึง 4% จากปี 2554 ลงมาอยู่ที่ 4,405 ตัน และถือเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปีอีกด้วย

ภาวะความต้องการทองคำลดลงมีสาเหตุหลักมาจากความต้องการซื้อทองคำเป็นเครื่องประดับในตลาดหลักของโลก อาทิ อินเดีย จีน ที่ลดลง โดยเฉพาะกรณีของอินเดียเกิดจากการที่ค่าเงินรูปีของประเทศอ่อนค่าลงอย่างหนัก และรัฐบาลขึ้นภาษีนำเข้าทอง ก็ทำให้ราคาทองคำในประเทศแพงมากขึ้น

นอกจากนี้ อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ความต้องการทองคำโลกลดลง ก็เกิดจากการที่การลงทุนในทองคำแท่งและเหรียญทองคำของสหรัฐและยุโรป ในปีที่แล้วที่ลดต่ำลงอย่างมาก โดยสหรัฐลดการซื้อลงมากกว่า 1 ใน 3 เหลือที่ 53.4 ตัน ขณะที่ยุโรป ลดลง 29% ลงมาอยู่ที่ 273.6 ตัน

ส่วนความต้องการลงทุนในทองคำทั้งหมดทั่วโลกปีที่แล้วก็ลดลงถึง 10% ลงมาอยู่ที่ 1,534.6 ตัน ซึ่งในจำนวนดังกล่าวนั้นเป็นการลงทุนในตลาดทองคำแท่งและเหรียญทองคำที่ลดลงถึง 17% และเฉพาะการลงทุนในทองคำแท่งอย่างเดียวในปีที่แล้วก็ลดลงไปถึง 1 ใน 5 ลงมาเหลือที่ 941.1 ตัน

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ทองคำมองว่า แม้ว่าแนวโน้มความต้องการซื้อทองคำในปีนี้จะฟื้นตัวกลับมาดีขึ้น แต่คาดว่าจะยังไม่ดีพอที่จะหวนกลับไปมีราคาที่สูงเหมือนดังเช่นช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินอย่างหนัก และคาดว่าความต้องการทองคำในปีนี้จะใกล้เคียงกับปีที่แล้วอีกด้วย

“เป็นเรื่องยากที่จะได้เห็นความต้องการซื้อทองสูงขึ้นอย่างมากในปีนี้ เพราะแม้ว่าความต้องการจะมีมากอยู่ แต่เรากลับเห็นว่าการเติบโตของความต้องการในปีนี้เมื่อเทียบจากปัจจุบันยังน้อยอยู่” มาร์คุส กรับบี ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารด้านการลงทุนของดับเบิลยูจีซี กล่าวให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์ส

ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนทองคำจากดับเบิลยูจีซียังคาดการณ์อีกด้วยว่า ราคาทองคำโลกปีนี้น่าจะอยู่ที่ 1,6251,695 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ทั้งๆ ที่ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากภาวะการเจรจาขยายเพดานหนี้ในสหรัฐ ซึ่งจะเกิดขึ้นในกลางปีนี้ที่อาจทำให้ราคาสูงขึ้น

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน