posttoday
จากยุคตื่นทองสู่ยุคตื่นน้ำมัน 'แคลิฟอร์เนีย'โอกาสพลังงานสหรัฐ

จากยุคตื่นทองสู่ยุคตื่นน้ำมัน 'แคลิฟอร์เนีย'โอกาสพลังงานสหรัฐ

20 มกราคม 2556

เรียกเสียงฮือฮาด้วยความตื่นเต้นสนั่นแวดวงขุดเจาะน้ำมันของประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างล้นหลาม

เรียกเสียงฮือฮาด้วยความตื่นเต้นสนั่นแวดวงขุดเจาะน้ำมันของประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างล้นหลาม

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

เรียกเสียงฮือฮาด้วยความตื่นเต้นสนั่นแวดวงขุดเจาะน้ำมันของประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างล้นหลาม สำหรับรายงานข่าวการค้นพบแหล่งหินน้ำมัน (Shale oil) ขนาดมหึมาใต้ผืนในบริเวณรัฐแคลิฟอร์เนีย

สาเหตุเพราะการค้นพบข้างต้นมีความสำคัญในแง่ที่ว่า นอกจากแดนพญาอินทรีแห่งนี้จะสามารถผลิตน้ำมันได้เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศแล้ว ยังสามารถมีเหลือส่งออกแบบเหลือเฟือ จนดันให้ประเทศกลายเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันอันดับหนึ่งของโลกได้อย่างไม่ยากเย็น

เรียกได้ว่า ไม่ต้องพึ่งพาพลังงานจากใคร แถมยังเป็นแหล่งพลังงานที่ทั่วโลก (อาจ) ต้องมาพึ่งพาอีกด้วย

ทั้งนี้ ข้อมูลจากศูนย์สำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐระบุว่า มอนเตอเรย์ หรือบริเวณที่ค้นพบหินน้ำมันมหาศาลนี้กินพื้นที่ครอบคลุมตั้งแต่เมืองลอสแองเจลิส จนถึงเมืองซานฟรานซิสโก และตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยมีการประเมินเบื้องต้นว่า สถานที่แห่งนี้มีปริมาณน้ำมันมากถึง 4 แสนล้านบาร์เรล หรือคิดเป็นปริมาณเทียบเท่าเกือบครึ่งหนึ่งของน้ำมันที่มีการขุดค้นพบในประเทศซาอุดีอาระเบีย ผู้ส่งออกน้ำมันอันดับหนึ่งของโลกในเวลานี้

ขณะเดียวกัน ปริมาณข้างต้นยังเพียงพอต่อปริมาณความต้องการบริโภคน้ำมันภายในประเทศ ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่วันละ 19 ล้านบาร์เรลต่อวัน

แน่นอนว่า ด้วยจำนวนมหาศาลถึง 4 แสนล้านบาร์เรล รัฐแคลิฟอร์เนีย ที่ปัจจุบันอยู่ในฐานะรัฐที่ผลิตน้ำมันมากที่สุดเป็นอันดับที่ 3 ของประเทศ เป็นเสมือนเป้าหมายอันโอชะของบรรดาผู้เกี่ยวข้องในแวดวงพลังงาน ที่หมายจะมาขุดทองคำ (ดำ) จากผืนแผ่นดินแห่งนี้อีกครั้ง

“สี่แสนล้านบาร์เรล! ใครจะวิ่งหนีล่ะ” สตีเฟน แทรมเมล ผู้อำนวยการด้านวิจัยพลังงานของสมาคมวิจัยพลังงานไอเอชเอส เคมบริดจ์ในสหรัฐ กล่าวพร้อมแสดงความเห็นเพิ่มเติมว่า ประเด็นที่เป็นปัญหาต่อจากนี้ก็คือขั้นตอนกระบวนการที่จะสกัดเอาน้ำมันจากหินน้ำมันเหล่านี้ออกมาใช้

เนื่องจากในทางธรณีวิทยาแล้ว ชั้นหินของมอนเตอเรย์แห่งนี้ค่อนข้างพิเศษกว่าบริเวณอื่นๆ อย่างเมืองบัคเคนในรัฐนอร์ทดาโคตา หรือแถบอีเกิลส์ ฟอร์ดในรัฐเทกซัส ที่มีการค้นพบหินน้ำมัน โดยผลจากรอยเลื่อนซานแอนเดรียสส่งผลให้ชั้นหินในรัฐแคลิฟอร์เนียพับทับกันในลักษณะคล้ายเครื่องดนตรีแอกคอร์เดียน มากกว่าที่จะกองซ้อนกันเหมือนที่อื่น

เรียกได้ว่าถึงจะมีปริมาณน้ำมันมากกว่าที่อื่นๆ หลายเท่าตัว แต่ก็สกัดเอามาใช้งานได้ยากเช่นกัน

จากยุคตื่นทองสู่ยุคตื่นน้ำมัน 'แคลิฟอร์เนีย'โอกาสพลังงานสหรัฐ

 

ทั้งนี้ ในทางเทคนิคแล้วรอยพับของชั้นหินคือ อุปสรรคสำคัญสำหรับกรรมวิธีการสกัดหินน้ำมันที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างการขุดแนวนอน (Horizontal Drilling) กับวิธีขุดไฮดรอลิกแฟรกเจอร์ริง หรือแฟรกกิง (Hydraulic Fracturing : การขุดที่อาศัยแรงดันแรงสูงของน้ำ พร้อมด้วย “สารเคมี” หลายชนิด และ “ทราย” เพื่อให้หินเกิดรอยร้าวจนน้ำมันสามารถไหลออกมาได้) เพราะการที่ชั้นหินน้ำมันไม่ราบเรียบ จากรอยพับทำให้วิธีแบบการขุดแนวนอนเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก

นอกจากนี้ จากการศึกษายังค้นพบอีกว่า พื้นที่ในมอนเตอเรย์แห่งนี้ สร้างจากหินน้ำมันที่ไม่ค่อยตอบสนองต่อการขุดแบบแฟรกกิง ซึ่งยังคงเป็นกรรมวิธีการสกัดน้ำมันจากหินน้ำมันที่ยังคงเป็นที่ถกเถียงโต้แย้งกันอยู่อย่างร้อนแรงในขณะนี้สักเท่าไรนัก

กระนั้นองค์การข้อมูลข่าวสารด้านพลังงานแห่งสหรัฐอเมริกา (U.S. Energy Information Agency) ได้ประเมินว่า แม้จะไม่ได้ประสิทธิผลเท่าที่ควร แต่การประเมินเบื้องต้นพบว่าจะมีปริมาณน้ำมันจากมอนเตอร์เรย์ที่ขุดด้วยวิธีนี้มากถึงวันละมากกว่า 1.5 หมื่นล้านบาร์เรล

 

“มันเป็นปริมาณที่อภิมหาศาลมากๆ และเป็นตัวเลขที่เกินกว่าปริมาณการผลิตในปัจจุบันของบัคเคน ในนอร์ทดาโคตา และคิดเป็นครึ่งหนึ่งของปริมาณน้ำมันที่ผลิตได้ในนอร์ท สโลป รัฐอลาสกา” แมตต์ วูดสัน นักวิเคราะห์จากวูด แมกเคนซีย์ บริษัทวิจัยพลังงาน กล่าว

ถือเป็นปริมาณน้ำมันที่มากพอจะเรียกความสนใจจากอุตสาหกรรมน้ำมันได้อย่างไม่ยากเย็น โดยสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็นรายงานว่า บริษัทน้ำมันหลายแห่งได้ส่งทีมงานนักวิจัยลงพื้นที่ เพื่อทำการศึกษาสำรวจในเมืองมอนเตอเรย์เรียบร้อยแล้ว

เคธี พอตเตอร์ หัวหน้าหน่วยสำรวจและผลิตจากเอ็นอีเอส โกลบอล ทาเลนต์ บริษัทซึ่งคอยจัดหาแรงงานให้กับบริษัทน้ำมัน กล่าวว่า นอกจากจะเป็นโอกาสสร้างธุรกิจแล้ว ยังเป็นโอกาสของการเปิดตลาดแรงงานแห่งใหม่ด้วย เพราะเฉพาะปีที่แล้วอุตสาหกรรมสกัดน้ำมันจากหินน้ำมันส่งผลให้มีการจ้างงานทั่วสหรัฐถึง 6 แสนตำแหน่ง

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งถึงกับคาดการณ์ว่า หากอุตสาหกรรมน้ำมันในมอนเตอเรย์เดินหน้าเต็มกำลังแล้ว ตลาดแรงงานของรัฐแคลิฟอร์เนียจะได้รับผลประโยชน์ไปเต็มๆ และอาจถึงขั้นที่สามารถแก้ปัญหาการขาดดุลงบประมาณของรัฐแคลิฟอร์เนียได้เลยทีเดียว

พอตเตอร์ อธิบายเพิ่มเติมอีกว่า นอกจากจะสามารถแก้ปัญหาการว่างงานได้แล้ว รัฐบาลท้องถิ่นยังสามารถเก็บค่าสัมปทานการขุดเจาะได้แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย เห็นได้จากการแย่งชิงอย่างดุเดือดของบริษัทน้ำมันทันทีที่รัฐบาลรัฐแคลิฟอร์เนียประกาศให้เช่าสัมปทานขุดเจาะน้ำมันในมอนเตอเรย์บนพื้นที่เพียง 1.8 หมื่นเอเคอร์

อย่างไรก็ตาม แม้จะได้สัมปทานมาไว้ในมือ แต่ปัญหายุ่งยากเกี่ยวกับกรรมวิธีในการขุดก็ยังไม่หมดไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการหากรรมวิธีที่ดีเพียงพอสำหรับนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทั้งหลาย

แทรมเมล ผู้อำนวยการด้านวิจัยพลังงานของสมาคมวิจัยพลังงานไอเอชเอส เคมบริดจ์ ยอมรับว่า นอกจากกรรมวิธีที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันแล้ว ได้มีการค้นพบวิธีใหม่ที่ง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น แถมดูท่าว่าจะเหมาะสมกับการสกัดเอาน้ำมันออกจากหินน้ำมันในมอนเตอเรย์ด้วยการอาศัยอัดฉีดกรดเข้าไป

ทั้งนี้ กระบวนการข้างต้นจะต้องอาศัยการฉีดกรดไฮโดรฟลูออริก หรือกรดกัดแก้ว ซึ่งเป็นสารละลายไฮโดรเจนฟลูออไรด์ที่มีฤทธิ์กัดกร่อนสูง ลงไปในชั้นใต้ดินลึกๆ เพื่อให้กรดเหล่านี้กร่อนหินน้ำมันและเปิดทางให้น้ำมันไหลออกมา

 

“เป็นกรรมวิธีที่ไม่แพงเลย โดยแม้จะฟังดูไม่ค่อยดีสักเท่าไร แต่ไม่น่าจะเป็นวิธีที่เรียกเสียงคัดค้านสักเท่าไร เพราะปริมาณกรดที่ใช้น้อยมาก แถมยังไม่ต้องอาศัยแรงอัดมหาศาลเหมือนกับวิธีแฟรกกิง” แทรมเมล กล่าว

กระนั้นก็ตามไม่ว่าผลจะออกมาเป็นกรรมวิธีกระบวนการใด บรรดานักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าจะติดตามตรวจสอบอย่างใกล้ชิดไม่มีวันปล่อยแน่นอน จนกว่าจะแน่ใจว่าวิธีที่นำมาใช้ปลอดภัยจริงๆ

สาเหตุที่วิธีการยอดนิยมอย่างแฟรกกิงนี้ ยังไม่เป็นที่ยอมรับจากนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นเพราะการอาศัยแรงดันมหาศาลนี้ ทำให้หลายต่อหลายคนเกรงว่า ขั้นตอนนี้จะทำให้แหล่งน้ำใต้ดินเกิดการปนเปื้อนได้ ขณะที่วิธีใหม่ที่แทรมเมลเสนอก็ยังไม่ได้รับการยอมรับเช่นเดียวกัน เหตุเพราะไม่มีหลักประกันใดๆ รับรองแน่ชัดเช่นกันว่าจะปลอดภัย 100%

นอกจากนี้ ประเด็นที่นักอนุรักษ์วิตกยังครอบคลุมถึงมลพิษทางอากาศ ปัญหาการจราจรคมนาคมและปัญหาอื่นๆ ที่จะดาหน้าประดังเข้ามา หากรัฐแคลิฟอร์เนียจะเข้าสู่ยุคตื่นทองคำ (ดำ) อีกครั้ง

นาธาน แมตธิวส์ ทนายความจากเซียรา คลับ ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในเมืองซานฟรานซิสโก ซึ่งดูแลคดีความด้านสิ่งแวดล้อมกล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลแคลิฟอร์เนียต้องการมากที่สุดในขณะนี้ก็คือ การออกกฎข้อบังคับให้บริษัทน้ำมันต้องเปิดเผยข้อมูลทุกด้านทุกประเภทต่อสาธารณชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุกสิ่งทุกอย่างที่บริษัทเหล่านั้นใส่ลงไปในดิน

“ยังมีโอกาสที่เราจะผลักดันได้สำเร็จ เพราะเราจำเป็นต้องเข้าใจให้ดีก่อนว่าจะมีความเสี่ยงอะไรบ้าง ก่อนที่เราจะเปิดประตูน้ำบานนี้” แมตธิวส์ กล่าว

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าในช่วง 12 ปีที่ผ่านมานี้ อุตสาหกรรมพลังงานของสหรัฐเริ่มมีความหวังที่สดใสมากขึ้น ภายหลังจากที่มีการค้นพบกรรมวิธีสกัดน้ำมันออกจากหินน้ำมัน ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากใต้ชั้นหินของแดนพญาอินทรีด้วยต้นทุนที่ถูกลง

เพราะปัจจัยดังกล่าวเป็นสัญญาณบ่งชี้ที่ค่อนข้างดีที่สุดว่า สหรัฐอเมริกาจะสามารถก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกในด้านพลังงาน โดยสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (ไออีเอ) เคยคาดการณ์ไว้เมื่อเดือน พ.ย. 2555 ว่า ด้วยหินน้ำมันและกรรมวิธีที่มี ภายในปี 2563 สหรัฐจะเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดของโลก และจะกลายเป็นประเทศที่พึ่งพาตนเองในเรื่องพลังงานได้อย่างเต็มที่ในอีก 10 ปีถัดมา

เรียกได้ว่าสหรัฐจะพลิกตลาดพลังงานโลกได้แน่นอน โดยแม้จะยังคงมีปัญหาเรื่องการขุดเจาะสกัดน้ำมัน แต่ผู้อำนวยการด้านวิจัยพลังงานของสมาคมวิจัยพลังงานไอเอชเอส เคมบริดจ์ อย่างแทรมเมล เชื่อมั่นว่าด้วยทักษะความสามารถของผู้เชี่ยวชาญในสายงานนี้ บวกกับการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างไม่หยุดยั้ง สหรัฐจะสามารถหาทางออกในปัญหาดังกล่าวได้ในที่สุด

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งกล่าวว่า สิ่งที่ต้องจับตามองจากสหรัฐต่อจากนี้ไม่ได้มีเพียงแต่การมาถึงของยุคยอดนิยมของตลาดพลังงานน้ำมันในสหรัฐเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเรียนรู้ในการขวนขวายพยายามที่ไม่มีวันหมดสิ้นของสหรัฐ

เพราะเมื่อรู้ตัวดีว่าไม่มีทางพึ่งพาพลังงานของคนอื่นได้ตลอดไป การเลือกแสวงหาทางออกที่ดีสุดของตนเองอย่างไม่หยุดยั้งได้ผลักดันให้สหรัฐมีโอกาสอย่างทุกวันนี้

ขณะเดียวกันก็น่าคิดต่อไปว่า แล้วประเทศที่ไม่คิดหาทางอื่น นอกจากจะพึ่งพาพลังงานของคนอื่นอยู่ร่ำไป จะมีโอกาสเช่นไรรออยู่ในอนาคต


 

 

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน