
บริหารเฮฮาประสาเกาหลี
ในที่ทำงาน หรือองค์กรของผู้อ่านหลายๆ ท่าน คงเคยเห็นโครงการดีๆ ที่คิดทำกันขึ้นมา ทำได้จริง
ในที่ทำงาน หรือองค์กรของผู้อ่านหลายๆ ท่าน คงเคยเห็นโครงการดีๆ ที่คิดทำกันขึ้นมา ทำได้จริง
โดย...เพียงออ วิไลย
ในที่ทำงาน หรือองค์กรของผู้อ่านหลายๆ ท่าน คงเคยเห็นโครงการดีๆ ที่คิดทำกันขึ้นมา ทำได้จริง ปฏิบัติได้จริง มีผลลัพธ์เป๊ะ...เริ่ด...แต่สุดท้ายช่างน่าเสียดายที่อยู่ๆ มันก็เลือนหายไป เพราะไม่ได้ทำต่อเนื่องใช่ไหมคะ...“มันคงเป็นเรื่องธรรมดาฟ้าลิขิต เป็นอนิจจังที่ไม่มีสิ่งใดคงทนถาวร” (เป็นคาถาช่วยปลง) เพราะในชีวิตการทำงานบริษัทเกาหลีมา 20 กว่าปี “เชกา” ก็เห็นโครงการดีๆ หลายเรื่อง มีอันล้มหายตายจากไป เนื่องจากขาดระบบการควบคุมให้ปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง และท่านประธานก็มักจะเหน็บแนม พร้อมทั้งตะโกนใส่หูพวกเราเป็นภาษาเกาหลีเสมอๆ ว่า “ยู-จิ-ควาน-รี... แฮ่ ”
“ยู-จิ-ควาน-รี” เป็นศัพท์ทางการบริหาร “ยู-จิ” คือ การทำให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งดำรงอยู่ “ควาน-รี” คือ การควบคุม ส่วน “แฮ่” นั้น เป็นเสียงขู่แฮ่ๆ คล้ายๆ จะออกคำสั่งเป็น Verb To Do ที่หนักแน่น เน้นๆ ประมาณว่า “จงทำสิ (เฟ้ย)” ซึ่งบ่งบอกความหงุดหงิดพองามของคนพูด ..ดังนั้นจึงเป็นความท้าทายขององค์กรที่จะต้องมีระบบการควบคุมติดตามที่ทำให้งานหรือโครงการนั้นๆ คงอยู่สืบไป ผู้ริเริ่ม/ผู้เขียนนำเสนอโครงการจะต้องตอบโจทย์ให้ได้ว่า จะมีวิธีอย่างไร...ลองเปรียบเทียบดูกับระบบคุณภาพ ISO เขาระบุว่างานแต่ละงานจะต้องมีระบบการตรวจติดตามหลังจากนำไปปฏิบัติ และนำผลจากการตรวจติดตามนั้นมาปรับปรุงแก้ไข ซึ่งต้องจัดทำเป็นเอกสารและมีผู้รับผิดชอบ ผู้รับรอง ผู้อนุมัติชัดเจน ... กระบวนการติดตามภายหลังนี้ เกาหลีเขาเรียกว่า “ซา-ฮู-ควาน-รี ” ซึ่งหมายถึงการควบคุมดูแลภายหลังการปฏิบัติ...
ทว่า...ไม่ว่าจะมี ISO ออกมาสักกี่เวอร์ชัน หรือออกระเบียบ/ข้อกำหนดในการปฏิบัติงานมากี่ฉบับ หาก “คน” คือ ผู้ที่ปฏิบัติงานไม่ทำตาม ระบบก็ล่ม-งานก็เลิกได้เหมือนกัน...บ่อยครั้งที่ตรวจสอบสาเหตุของความผิดพลาด แล้วพบคำตอบน่ากัดให้ตายคาปากประมาณนี้ค่ะ ..ถาม : “ทำไม ไม่บันทึก รี-โค-ดิส คะ” ตอบ : “ลืมค่ะ/นึกว่าเลิกแบบฟอร์มนี้ไปแล้วค่ะ/คิดว่าไม่บันทึกก็คงไม่เป็นไรค่ะ/อ้าว...ยังทำกันอยู่หรือคะ??? ” ... (หมายเหตุ รี-โค-ดิส มาจาก Report–Communication Discussion เป็นกิจกรรมกลุ่มที่เราคิดกันขึ้นมาเพื่อให้เกิดการกระจายความรู้ในองค์กร ระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องกับงานที่เป็นปัญหา) ... ดังนั้นเราจึงต้องมองกลับไปที่ 2 องค์ประกอบ คือ 1) “ระบบการควบคุม” มีหรือไม่ ครอบคลุมดีแล้วหรือยัง ถ้ายังก็ต้องแก้ที่ระบบก่อน และ 2) “คน” ...ถ้าผู้ปฏิบัติงานเข้าใจว่าทำไมต้องปฏิบัติ ก็จะทำให้เกิดความใส่ใจที่จะทำ ดังนั้นจึงแก้ไขด้วยการจับมานั่ง “ฝึกอบรมและทวนสอบ” เพื่อให้เขาเข้าใจถึงความสำคัญของสิ่งที่ต้องทำ ...สมัยก่อนมักจะอธิบายว่า “ผลจากการที่คุณน้องไม่ปฏิบัติตาม จะทำให้บริษัทเสียหายอย่างไร” (โมเดลรักองค์กรนะคะ) ...แต่ไม่นานมานี้ได้เพิ่มเติมเข้าไปด้วยว่า “และมันจะส่งผลมาที่คุณน้องอย่างไร” (โมเดลรักตัวเองเป็นหรือเปล่า) ...และหากระบบควบคุมก็ดีแล้ว แต่เขายังผิดซ้ำซาก เทรนเนอร์ทุกคนยังยินดีที่จะอบรมซ้ำให้อีก ไม่ว่าจะ 10 ครั้ง 100 ครั้ง ..ประธานคนก่อนซึ่งเป็นเจ้าแห่งการอบรม ได้สั่งเสียไว้ก่อนกลับเกาหลีไปว่า “จงอย่ายอมแพ้ ถ้าเขายังทำผิดพลาดอีกก็ต้องจับมาอบรมซ้ำ แม้จะถึง 500 ครั้งก็ตาม”...(แล้วค่อยวางแผนฆ่าหมกป่าทีหลัง)
ไม่ต้องให้ถึง 100 ครั้ง ก็ควรให้พิจารณาตัวเองแล้วค่ะ เพราะลักษณะการทำงานที่ผิดพลาดเรื่อยๆ จะทำให้เกิดผลงานแบบ “ยงดู-ซามี” หรือหัวมังกรหางงู คือขาดๆ เกินๆ ไม่เข้ากัน ควรที่จะต้องมองหาคนใหม่เสียมากกว่าที่จะต้องเสียทรัพยากรในการฝึกอบรม และเสียอารมณ์เทรนเนอร์โดยเปล่าประโยชน์...การมีคนใหม่ คู่แข่งใหม่ เป้าหมายใหม่ (ขอยืนยันว่ามิได้ส่งเสริมให้มีสามีหรือภรรยาใหม่) เป็นการสร้างความรู้สึกแบบ “ชินพารามี นันด๊ะ ” หรือความสนุกท้าทายใหม่ๆ เพื่อจะได้ช่วยกระตุ้นการทำงานของผู้ปฏิบัติงานคนอื่นๆ ที่อยู่ในองค์กรยาวนานจนติดการทำงานแบบ Routine ซ้ำซากจำเจและไม่ยอมเปลี่ยนแปลงค่ะ...
“การสร้างงานอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาและนำไปปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จ ยังไม่ยากเท่ากับการที่จะทำให้งานนั้นยั่งยืนและยังคงทำอยู่อย่างต่อเนื่อง”...







