
เงินเยนญี่ปุ่นเริ่มเสื่อมอิทธิพล‘หยวน’มาแรง
ค่าเงินเยนเริ่มเสื่อมในเอเชีย หลังเศรษฐกิจจีนเงินหยวนมาแรง ส่งอิทธิพลเหนือค่าเงื่นอื่นๆ มากขึ้น
ค่าเงินเยนเริ่มเสื่อมในเอเชีย หลังเศรษฐกิจจีนเงินหยวนมาแรง ส่งอิทธิพลเหนือค่าเงื่นอื่นๆ มากขึ้น
บลูมเบิร์กรายงานบทความกึ่งวิเคราะห์เมื่อวันที่ 30 ธ.ค.ที่ผ่านมา ว่า ค่าเงินสกุลต่างๆ ในอาเชียมีแรงต้านทานค่าเงินเยนของญี่ปุ่นมากขึ้น เนื่องจากอิทธิพลของเศรษฐกิจญี่ปุ่นกำลังลดน้อยลง อันเป็นผลมาจากเศรษฐกิจจีนที่เพิ่มอิทธิพลมากขึ้นในภูมิภาคนี้
รายงานระบุว่า ค่าเงินในทวีปเอเชียเริ่มปรับไปตามค่าเงินหยวนมากกว่าเงินเยนของญี่ปุ่น โดยในช่วงปี 2012 ที่ผ่านมานี้ ค่าเงินวอนของเกาหลีใต้แข็งค่าขึ้น 20% เมื่อเทียบกับค่าเงินเยน ขณะที่ค่าเงินไต้หวันแข็งค่าขึ้น 17% เมื่อเทียบกับเงินเยนเช่นกัน โดยเป็นการแข็งค่าตามการปรับขึ้นของค่าเงินหยวนทั้งสิ้นโดยที่ในปีนี้เงินหยวนแข็งค่าขึ้นมาราวๆ 13%
อิทธิพลของเศรษฐกิจจีนและค่าเงินหยวนเริ่มเข้ามาแทนที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นและเงินเยนของญี่ปุ่นมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจีนถือว่าเป็นคู่ค้ารายใหญ่มากของทั้งเกาหลีใต้และไต้หวัน ยิ่งไปกว่านั้นคาดว่าในปีหน้านี้เศรษฐกิจของญี่ปุ่นจะอยู่ในช่วงขาลงต่อไป ขณะที่เศรษฐกิจจีนกำลังฟื้นตัวขึ้นแล้ว
“เงินหยวนกำลังมีอิทธิพลเหนือค่าเงินอื่นๆ มากขึ้น ขณะที่บทบาทของญี่ปุ่นก็กำลังถูกทำลายไปเพราะการขึ้นมาของจีน” เอ็ดวิน กูเตียเรซ จากบริษัท อาเบอร์ดีน แอสเซท เมเนจเมนท์ กล่าว
ทางด้าน คิมจองอึน ที่ปรึกษาของประธานาธิบดี ปาร์กกึนเฮ ผู้นำคนใหม่ของเกาหลีใต้ยังยืนยันด้วยว่า รัฐบาลชุดใหม่ของประเทศไม่มีนโยบายแทรกแซงค่าเงินในขณะนี้แน่นอน เนื่องจากอัตราแลกเปลี่ยนกำลังได้รับอิทธิพลจากภายนอก ไม่ใช่มาจากปัจจัยภายในประเทศ
ขณะที่ทางด้าน เป็งไฟหนาน ผู้ว่าการธนาคารกลางไต้หวัน ให้ความเห็นว่า ภาระหน้าที่สำคัญของธนาคารกลางไต้หวันก็คือการรักษาให้อัตราแลกเปลี่ยนมีเสถียรภาพต่อไป โดยจะเข้าแทรกแซงต่อเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่ปกติเท่านั้น
ทั้งนี้ ค่าเงินวอนของเกาหลีใต้แตะที่ระดับ 12.37541 วอนต่อเยน ถือเป็นระดับที่แข็งค่ามากที่สุดนับตั้งแต่เดือน พ.ค. 2010 ขณะที่ค่าเงินเหรียญไต้หวันก็แข็งค่าขึ้นมากที่สุดในรอบ 31 เดือนเมื่อเทียบกับค่าเงินญี่ปุ่นเช่นกัน ซึ่งทั้งสองประเทศถือว่าเป็นคู่แข่งรายสำคัญของญี่ปุ่นในสินค้าประเภทอิเล็กทรอนิกส์และไอที
ทั้งนี้ เศรษฐกิจเอเชียที่ไม่รวมญี่ปุ่นนั้น กำลังฟื้นตัวขึ้นหลังเจอกับความเชื่องช้ามานานกว่า 3 ปีที่ผ่านมา โดยเศรษฐกิจจีนนั้นดัชนีภาคการผลิตกลับมาเติบโตได้เป็นครั้งแรกในเดือน พ.ย.ที่ผ่านมาด้วย
อย่างไรก็ตาม สำหรับเศรษฐกิจญี่ปุ่นนั้นกลับอยู่ในทิศทางตรงกันข้าม โดยการเติบโตของเศรษฐกิจแดนปลาดิบกลับอยู่ในสภาวะเชื่องช้าในปีหน้าจะอยู่ที่ 0.65% เท่านั้น จากที่ 1.7% ในปีนี้







