
เกษตรพันธสัญญา:จุดจบเกษตรกรไทย สัญญาทาสที่ต้องแก้ให้เป็นธรรม
ในรายงานขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) จัดทำขึ้นที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี เมื่อปี 2544 ได้ระบุไว้ชัดว่า
ในรายงานขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) จัดทำขึ้นที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี เมื่อปี 2544 ได้ระบุไว้ชัดว่า
โดย...ธนพล ไชยภาษี
ในรายงานขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) จัดทำขึ้นที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี เมื่อปี 2544 ได้ระบุไว้ชัดว่า “เกษตรพันธสัญญา” (คอนแทกต์ ฟาร์มมิง) คือ “ความเป็นหุ้นส่วนระหว่างกันเพื่อการเติบโตในอุตสาหกรรมเกษตร”
ในหนังสือเรื่อง “นำอาหารกลับบ้าน” เขียนโดย เอเลนา นอร์สเบิร์กฮอดจ์ ทอดด์ เมอร์ฟิลด์ และสตวีเวน กอร์ลิก ซึ่งตีแผ่ข้อเท็จจริงหลายๆ ด้านในอุตสาหกรรมอาหารโลกนั้น กลับระบุว่า เกษตรพันธสัญญานั้นไม่ต่างจากการเป็นทาสติดที่ดินในระบบศักดินาในช่วงยุคกลางของยุโรป ทำให้เกษตรกรเจ้าของที่ดินต้องถูกเล่นงานจากสัญญาที่ไม่เป็นธรรม จนกลายเป็นทาสของบริษัททุนการเกษตรอันเลวร้าย
แน่นอนว่า ความเห็นของทั้งสองฝ่ายขัดแย้งกันอย่างรุนแรงและชัดเจน โดยในขณะที่ภาครัฐและองค์กรระดับประเทศพยายามนำเสนอว่า การทำเกษตรพันธสัญญานั้น คือหนทางที่จะช่วยทำให้เกษตรมีรายได้ที่แน่นอนและเพิ่มขึ้น แต่ทว่าในขณะเดียวกัน “ผล” จากการสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและเงื่อนไขผูกมัดที่ตามมาภายหลังที่เกิดขึ้นกับเกษตรกรนั้น ได้ทำให้เกษตรกรจำนวนมากในโลกต้องตกอยู่ในสภาพไม่ต่างจากทาส และสุดท้ายต้องถูกยึดที่ทำกิน เป็นหนี้เป็นสิ้น สภาวะเช่นนี้กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย โดยที่ไม่มีกลไกทางกฎหมายใดช่วยป้องกัน และดูแลจากระบบทุนนิยมการเกษตรระบบนี้แม้แต่น้อย
การทำเกษตรแบบพันธสัญญาดังกล่าวนั้น ได้เริ่มนำเข้ามาในประเทศไทยครั้งแรกตั้งแต่ปี 2513 และยังได้รับการส่งเสริมอย่างจริงจังในแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 6 ของประเทศ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกนักที่ระบบการทำเกษตรเช่นนี้ได้แพร่หลายอยู่ในการทำเกษตรในหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงหมู ไก่เนื้อ ไก่ไข่ ปลา ตลอดจนการเลี้ยงพืชเศรษฐกิจประเภทอื่นๆ ในทั่วประเทศ และจากการศึกษาพบว่า เกษตรกรรายย่อยที่ถูกผูกมัดด้วยสัญญาที่ไม่เป็นธรรมเหล่านี้ สุดท้ายจะพบจุดจบด้วยการขาดทุน หรือแม้แต่หมดตัว
ในโครงการ “พัฒนากลไกทางกฎหมาย เพื่อคุ้มครองสิทธิเกษตรกรจากการทำเกษตรพันธสัญญา” ซึ่งดำเนินการโดย 3 องค์หลัก คือ สถาบันชุมชนเกษตรกรรมยั่งยืน ภายใต้มูลนิธิพัฒนาศักยภาพชุมชน มูลนิธิข้าวขวัญ และมูลนิธิชุมชนเกษตรนิเวศน์ ภายใต้การการสนับสนุนด้านงบประมาณกว่า 20 ล้านบาท โดยกว่า 90% เป็นงบประมาณจากสหภาพยุโรป ได้พบว่าเกษตรกรในหลายพื้นที่ของประเทศไทยกำลังได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการทำการเกษตรพันธสัญญา ที่เกษตรกรถูกผูกมัดไว้กับสัญญาที่ไม่เป็นธรรมของบริษัทนายทุนรายใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร ปลา หรือไก่ โดยพื้นที่ที่ประสบปัญหารุนแรงนั้น กระจายอยู่ทั้งในภาคเหนือ ภาคกลาง และตะวันออกเฉียงเหนือ
ความเสียเปรียบของเกษตรกรจากการทำเกษตรพันธสัญญานั้นสรุปได้ว่าเกษตรกรจะต้องรับภาระทั้งทางกฎหมายและความเสี่ยงทางเศรษฐศาสตร์เองทั้งสิ้น ทั้งๆ ที่เกษตรกรต้องเป็นผู้ลงทุนเองทั้งหมดทั้งในด้านการเงินและพื้นที่การทำเกษตร ขณะที่บริษัทจะตักตวงแต่ผลประโยชน์จากการผูกขาดการขายอาหาร ยารักษาโรคสัตว์ และการขายอุปกรณ์การสร้างฟาร์มเลี้ยงใหม่ทั้งหมด โดยที่บริษัทไม่รับความเสี่ยงใดๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นกับการเลี้ยงแม้แต่น้อย นั่นคือเหตุผลหลักที่ทำให้สัญญาของ “เกษตรพันธสัญญา” ได้แปลงสภาพเกษตรกรกลายเป็นทาสการเกษตรในที่สุด
โชคสกุล มหาการค้ารุ่ง อดีตเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรใน อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ เล่าว่า เริ่มเข้าสู่ระบบเมื่อปี 2552 จากการชักชวนของบริษัทและการพาไปชมฟาร์มที่เป็นฟาร์มตัวอย่างนอกพื้นที่ ด้วยแรงจูงใจจากตัวเลขรายได้คาดการณ์ที่งดงามไม่น้อย
ในที่สุดเกษตรกรหลายรายตกลงปลงใจที่จะทำการเกษตร โดยเริ่มต้นจากการกู้เงินธนาคารด้วยการนำโฉนดที่ดินค้ำประกันไว้ โชคสกุลยกตัวอย่างของฟาร์มสุกรแห่งหนึ่งใน อ.สันกำแพง ที่ปัจจุบันกลายเป็นเพียงฟาร์มร้างว่า เจ้าของได้นำโฉนดที่ดินค้ำประกันเงินกู้ไว้ถึง 10 ล้านบาท เพื่อนำมาใช้ก่อสร้าง สร้างโรงเรือนที่ทันสมัยตามแบบอย่างของบริษัท ซึ่งบริษัทเป็นผู้ขายการก่อสร้างทั้งหมด
แต่ทว่าเมื่อการดำเนินงานผ่านเวลาไป บริษัทเรียกร้องให้เกษตรกรต้องปรับปรุงฟาร์มใหม่อยู่เรื่อยๆ เกษตรกรต้องใช้เงินทุนมหาศาลอีก ขณะที่ธนาคารก็ปฏิเสธให้เงินกู้เพิ่มและผลตอบแทนจากการเลี้ยงในความเป็นจริงนั้นไม่ได้เป็นอย่างที่วางไว้ มีแต่ทรงกับทรุด สุดท้ายหากเกษตรกรปฏิเสธไม่ทำตามคำแนะนำของบริษัท บริษัทก็จะไม่นำพันธุ์สัตว์มาให้เลี้ยง
สุดท้ายลงเอยด้วยการขาดทุน ที่ดินถูกยึดและเกษตรกรเป็นหนี้เป็นสิน โชคสกุล เล่าว่า จากภาระหนี้ 10 ล้านบาท ในปี 2551 ปัจจุบันมีภาระมากถึง 20 ล้านบาท จากดอกเบี้ยที่ทบต้นทบดอก
ปภาวิน มิ่งขวัญ อีกหนึ่งเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรใน จ.เชียงใหม่ อธิบายว่า สัญญาที่ร่างกับบริษัทนั้นระบุเพียงแต่กว้างๆ เท่านั้น เช่น บริษัทจะนำพันธุ์สัตว์มาลงให้ ต้องซื้ออาหารสัตว์ ยารักษาโรคจากบริษัทเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงสภาพเงื่อนไขอื่นๆ ที่ตามมานั่นเองที่เป็นปัจจัยที่ทำให้เกษตรกรไม่มีทางเลือก
เช่น เกษตรกรต้องปรับปรุงฟาร์ม ซึ่งต้องใช้เงินเพิ่มขึ้น และบริษัทจะได้เปรียบในวันยังค่ำ อีกทั้งเกษตรกรยังไม่สามารถควบคุมปัจจัยการเลี้ยงได้เลย มีหลายกรณีที่บริษัทได้ส่งอาหารสัตว์เกรดต่ำกว่าที่สัญญาไว้กับเกษตรกร ทำให้สัตว์ที่เลี้ยงไม่มีคุณภาพ
ดวงคำ ทาทอง อดีตเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ในระบบเกษตรพันธสัญญา ที่ อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ เล่าว่า เจ้าตัวเลี้ยงมาตั้งแต่ปี 2535 ปัจจุบันฟาร์มไก่ในที่ดินของตัวเองถูกทิ้งร้างไปแล้ว
“บริษัทเขาให้เลี้ยงไปเรื่อยๆ ต้องขยายฟาร์มไปเรื่อยๆ ต้องใช้เงินเพิ่มตลอด ส่วนบริษัทก็จะเอาแต่ขายอุปกรณ์เสริม ขายอาหาร ถ้าเราเลี้ยงไก่ตาย บริษัทก็หักคะแนน แต่บริษัทกลับเอาไก่ตายพวกนี้ไปขายเข้ากระเป๋าเองก็มี” ดวงคำ กล่าว สุดท้ายเกษตรกรผู้นี้มีภาระหนี้ติดตัว 4 แสนบาท กับเกษตรพันธสัญญา
มูนเมือง สังขะขุน เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาวัย 65 ปี ใน จ.เชียงใหม่ เช่นเดียวกัน บอกว่า เริ่มเลี้ยงมาได้เพียง 1 ปี บริษัทเก็บเงินประการอาหารปลาไปแล้ว 6 หมื่นบาท ประกันพันธุ์ปลาอีก สุดท้ายเมื่อเลี้ยงปลาได้ขนาดแล้ว ตัวแทนบริษัทก็หนีหายไม่ยอมมาจับปลา ทำให้กลายเป็นภาระค่าอาหารเลี้ยงปลาตกอยู่ที่เกษตรกรอีก
“อาหารปลาที่เขาเอามาให้นั้น มีราคาแพงกว่าที่ขายในท้องตลาดเสียอีก” มูนเมือง กล่าว
โดยสรุปแล้วการทำเกษตรพันธสัญญานั้น เกษตรกรจะต้องรับผิดชอบและรับความเสี่ยงจากภาระหนี้สินและความเสี่ยงอื่นๆ ในทุกๆ ด้าน ขณะที่บริษัทจะเน้นแต่การทำกำไรจากการขายการ ก่อสร้างฟาร์ม อาหาร และอื่นๆ โดยปราศจากการรับผิดชอบใดๆ จากปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมาอีก ทั้งสัญญาระหว่างเกษตรกรและบริษัทนั้นก็จะเก็บไว้อยู่ที่บริษัทแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยที่เกษตรกรแทบจะไม่ได้เห็น สัญญาทาสดังกล่าวแต่อย่างใด
กระนั้นก็ตาม การสกัดกั้นกระแสทุนในโลกทุนนิยมนั้นเป็นเรื่องที่กระทำได้ยากในปัจจุบัน ทางออกและการแก้ไขในระบบเกษตรพันธสัญญานั้นจึงเป็นเรื่องเป็นไปได้ยาก ซึ่งถือเป็นหน้าที่ของภาครัฐโดยตรงที่จะต้องเข้ามาดูแลเกษตรกร ให้ความรู้เกษตรกร ก่อนจะลงนามในพันธสัญญาใดๆ ตลอดจนเกษตรกรต้องรวมกลุ่มให้ความรู้และปรึกษากันมากขึ้น และบริษัทเองต้องมีคุณธรรมและจริยธรรมมากขึ้นแม้ว่าจะเป็นเรื่องยากที่จะเป็นไปได้เต็มที
“เราต้องมีสัญญากลางของรัฐที่เป็นธรรม เป็นมาตรฐานมากกว่านี้ เช่น สัญญาที่ดินและบริษัทต้องไม่ปิดบังข้อมูลด้วย” ธนรัช ใกล้กลาง จากมูลนิธิข้าวขวัญ กล่าวทิ้งท้าย
ไม่เช่นนั้นแล้วสุดท้าย เกษตรกรรายใหญ่ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของแผ่นดินที่แท้จริง จะถูกทำลายอย่างย่อยยับจากพันธสัญญาของกระแสทุนที่ไม่เป็นธรรม และกำลังระบาดไปอย่างรวดเร็วยิ่งกว่ามะเร็ง...







