
'โอบามา'เยือนไทย ลุย...ดึงอาเซียนร่วมทีพีพีแข่งจีน
ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวคราวที่ร้อนแรงที่สุดคงหนีไม่พ้นข่าวการเยือนภูมิภาคอาเซียนของประธานาธิบดีบารัก โอบามา
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวคราวที่ร้อนแรงที่สุดคงหนีไม่พ้นข่าวการเยือนภูมิภาคอาเซียนของประธานาธิบดีบารัก โอบามา แห่งสหรัฐ เพื่อกระชับความสัมพันธ์กับชาติต่างๆ ในภูมิภาค รวมทั้งเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำเอเชียตะวันออกที่กัมพูชา ซึ่งจัดขึ้นหลังการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนสิ้นสุดลง
ผู้นำสหรัฐได้เลือกเดินทางเยือนไทยเป็นชาติแรก ซึ่งนักวิเคราะห์ชี้ว่า สะท้อนให้เห็นว่าไทยยังคงมีความสำคัญมากต่อสหรัฐในฐานะที่เป็นพันธมิตรเก่าแก่
หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจในไทย ประธานาธิบดีโอบามา ได้เดินทางไปยังพม่า เพื่อพบปะกับประธานาธิบดีเต็งเส่ง และอองซานซูจี สร้างประวัติศาสตร์เป็นผู้นำสหรัฐคนแรกที่เดินทางเยือนพม่าอย่างเป็นทางการขณะดำรงตำแหน่ง โดยหลังเสร็จสิ้นภารกิจที่พม่า ผู้นำสหรัฐได้เดินทางต่อไปยังกัมพูชา
ในส่วนของเวทีการประชุมผู้นำอาเซียน ที่ประชุมได้ลงนามในปฏิญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนฉบับแรกในอาเซียน ซึ่งเป็นปฏิญญาที่มีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องประชาชนกว่า 600 ล้านคนในภูมิภาค ท่ามกลางเสียงเตือนของนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนว่า ปฏิญญาดังกล่าวยังคงมีช่องโหว่อยู่จำนวนมาก
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเกิดความขัดแย้งภายในกันอย่างหนักกรณีข้อพิพาททางทะเลกับจีน โดยเฉพาะระหว่างผู้นำกัมพูชาซึ่งมีท่าทีสนับสนุนจีน และผู้นำฟิลิปปินส์
สำหรับการประชุมสุดยอดผู้นำเอเชียตะวันออกนั้น ประธานาธิบดีโอบามา และผู้นำชาติสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศได้ประกาศข้อตกลงริเริ่มขยายความมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจสหรัฐอาเซียน (ยูเออีอีอี) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการปูทางสำหรับชาติสมาชิกอาเซียนเพื่อเข้าสู่การเป็นสมาชิกในข้อตกลงพันธมิตรทรานส์แปซิฟิก (ทีพีพี)
ความเคลื่อนไหวของสหรัฐในครั้งนี้ถือเป็นความพยายามของเมืองลุงแซมที่จะก้าวให้ทันกับข้อตกลงทางด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างอาเซียน และอีก 6 ชาติคู่เจรจาในความร่วมมือกรอบข้อตกลงพันธมิตรทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์ซีอีพี) ซึ่งมีสมาชิกประกอบไปด้วยสมาชิกอาเซียน 10 ชาติ พร้อมด้วย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ซึ่งได้มีการประกาศริเริ่มขึ้นเช่นกันในการประชุมครั้งนี้ที่พนมเปญ ซึ่งในข้อตกลงนี้ไม่มีสหรัฐร่วมอยู่ด้วย
ทั้งนี้ เมื่อการประชุมสิ้นสุดลง สมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ถึงกับร่ำไห้ระหว่างการแถลงข่าวเนื่องจากรู้สึกตื้นตันและภาคภูมิใจ ที่กัมพูชาในฐานะเจ้าภาพสามารถจัดงานประชุมระดับชาติ โดยที่มีผู้นำระดับโลกเข้าร่วมได้สำเร็จลุล่วงด้วยดี
ศก.ยุโรปดิ่งหนักสุดรอบ 3 ปี
หั่นเครดิต AAA ฝรั่งเศส
เศรษฐกิจของประเทศกลุ่มยูโรโซนในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ อยู่ในภาวะที่อ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่ช่วงต้นปี 2552 หลังจากที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (พีเอ็มไอ) ซึ่งเป็นมาตรวัดกิจกรรมการผลิต ในเดือน พ.ย.นี้ ดิ่งลงเหลือเพียง 45.7 จุด ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน ก.ค. 2552 และต่ำกว่าระดับ 50 จุด ซึ่งนับเป็นระดับของการถดถอยทางเศรษฐกิจมาเป็นเดือนที่ 10 ติดต่อกันแล้ว
ด้านผู้เชี่ยวชาญเผยว่า บริษัทต่างๆ ในยุโรปเผชิญกับยอดคำสั่งซื้อที่ลดลง ขณะที่หลายธุรกิจในภาคบริการ เช่น ธนาคารและโรงแรม ต่างประกาศลดจำนวนพนักงานลงในระดับที่เร็วขึ้นกว่าเดิม พร้อมเตือนว่า ความล่าช้าในการอนุมัติเงินกู้รอบใหม่แก่กรีซทำให้แนวโน้มของกลุ่มยูโรโซนในปีหน้าไม่สดใสนัก
ก่อนหน้านี้ที่ประชุมรัฐมนตรีคลังยูโรโซนเห็นพ้องไม่อนุมัติเงินกู้ก้อนใหม่มูลค่า 3.12 หมื่นล้านยูโร (ราว 1.248 ล้านล้านบาท) แก่กรีซ โดยอ้างว่า ยังไม่สามารถบรรลุข้อสรุปรายละเอียดบางส่วนของแพ็กเกจเงินช่วยเหลือ พร้อมประกาศนัดหารืออีกครั้งในวันที่ 26 พ.ย.นี้
ทั้งนี้ วิกฤตหนี้ยุโรปยังคงทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชื่อดัง ยังได้ประกาศตัดลดเครดิตรัฐบาลฝรั่งเศสลง 1 อันดับ จากที่ระดับสูงสุด “AAA” ลงมาอยู่ที่ “Aa1” พร้อมกับให้แนวโน้มอยู่ที่ “ติดลบ” โดยอ้างว่า ประเทศกำลังเผชิญกับปัญหาโครงสร้างทางเศรษฐกิจในหลายด้าน เช่น ตลาดแรงงาน และภาคบริการที่ไม่ยืดหยุ่น การสร้างสรรค์ทางนวัตกรรมใหม่ๆ ที่มีน้อยมาก จนนำไปสู่การบั่นทอนศักยภาพในการแข่งขันทางเศรษฐกิจในเวทีโลก ประกอบกับความเสี่ยงทางด้านการคลังในอนาคต ที่จะต้องนำเงินเข้าไปช่วยเหลือประเทศที่เป็นหนี้ในกลุ่มยูโรโซนมากขึ้น
ส่งออกญี่ปุ่นขาดดุลหนักสุดรอบ 30 ปี
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยตัวเลขขาดดุลการค้าประจำเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ปรากฏว่า ขาดดุลไปทั้งสิ้น 5.49 แสนล้านเยน (ราว 2.07 แสนล้านบาท) ซึ่งถือเป็นการขาดดุลติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4 แล้วในปีนี้ และเลวร้ายที่สุดในรอบ 30 ปี
สาเหตุหลักนั้นเกิดจากความเครียดระหว่างจีนและญี่ปุ่นต่อกรณีข้อพิพาททางทะเล ที่ปะทุเมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ทำให้เกิดกระแสต่อต้านสินค้าญี่ปุ่นในจีน







