posttoday
เออีซีเป็นมากว่าแค่เป้าหมาย ถึงเวลาธุรกิจ'ไทย'เปลี่ยนมุมมอง

เออีซีเป็นมากว่าแค่เป้าหมาย ถึงเวลาธุรกิจ'ไทย'เปลี่ยนมุมมอง

11 พฤศจิกายน 2555

ต้องยอมรับว่ากระแสความตื่นตัวต่อการเตรียมพร้อมเพื่อก้าวเข้าสู่การเป็น “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558”

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

ต้องยอมรับว่ากระแสความตื่นตัวต่อการเตรียมพร้อมเพื่อก้าวเข้าสู่การเป็น “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558” ในประเทศไทยช่วง 2 ปีที่ผ่านมาอยู่ในภาวะคึกคักมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะไม่ว่าจะหันไปทางไหนทุกวงการล้วนพูดคุยหารือในประเด็น“เออีซี 2558” แทบทั้งสิ้น

ไล่เรียงตั้งแต่แวดวงธุรกิจ แวดวงหน่วยงานภาครัฐ แวดวงสื่อมวลชน หรือกระทั่งแวดวงการศึกษา ส่งผลให้การเป็นประชาคมอาเซียนเป็นที่รับรู้กันมากขึ้น โดยยังไม่นับรวมถึงการที่รัฐบาลไทยยกระดับความสำคัญของเออีซีให้เป็น “วาระหลักแห่งชาติ” ที่คนไทยทุกคนทุกหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชนต้องเตรียมตัวรับให้พร้อมอีกด้วย

ทั้งนี้ แม้จะเป็นเรื่องดีที่ทุกภาคส่วนของสังคมตื่นตัวกับการเป็นประชาคมอาเซียนอย่างเต็มที่ แต่สำหรับบรรดาผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งคร่ำหวอดในแวดวงธุรกิจ กลับมองว่า การมุ่งเน้นและเตรียมการเฉพาะแค่รับมือ “เออีซี”ที่เหลือเวลาอีกแค่ 2 ปีกว่า ดูจะยังไม่เพียงพอ

เนื่องจากแนวโน้มของกระแสการค้าเสรีและการลดอุปสรรคกีดกันทางการค้าบนเวทีระดับโลกได้พัฒนาและก้าวหน้าไปไกลเกินกว่าที่จะมัวแต่มุ่งกับการเป็นเออีซีแต่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

เห็นได้จากแนวโน้มจำนวนข้อตกลงการค้าเสรีที่มีแต่จะเพิ่มมากขึ้นในอนาคต เช่น ข้อตกลงการค้าไทยสหภาพยุโรป(อียู) ซึ่งปัจจุบันกรอบการเจรจาข้อตกลงกำลังอยู่ในการพิจารณาของรัฐสภาไทย

เออีซีเป็นมากว่าแค่เป้าหมาย ถึงเวลาธุรกิจ'ไทย'เปลี่ยนมุมมอง

 

นอกจากนี้ ยังมีการเตรียมลงนามในข้อตกลงความเป็นหุ้นส่วนร่วมกัน (อาร์ซีอีพี- Regional Comprehensive Economic Partnership) ระหว่างอาเซียนกับอีก 6 ชาติพันธมิตร คือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เพื่อขยายพื้นที่การรวมตัวทางเศรษฐกิจให้ครอบคลุมภูมิภาคในระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนและคู่เจรจาที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ในสัปดาห์หน้านี้ เพื่อปรับโครงสร้างกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการลงทุนในภูมิภาคให้แข็งแกร่งมากขึ้น โดยจะเป็นการนำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ที่อาเซียนลงนามไว้แล้ว 5 ฉบับ กับทั้ง 6 ประเทศ (ออสเตรเลียกับนิวซีแลนด์ถือเป็นหนึ่งฉบับ) มารวมไว้ในฉบับเดียวกัน

ยังไม่นับรวมถึงกรณีที่ประเทศมาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ และบรูไน ซึ่งกำลังเจรจาเพื่อเข้าร่วม ข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจข้ามแปซิฟิก (ทีพีพี) กับอีก 6 ประเทศ ซึ่งหนึ่งในนั้นมีประเทศมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลกอย่างสหรัฐรวมอยู่ด้วย โดยเหตุที่ข้อตกลงฉบับนี้ถือเป็นข้อตกลงทางการค้าที่ค่อนข้างมีมาตรฐานสูง ทั้งในแง่ของการปกป้องสิทธิทรัพย์สินทางปัญญา และกฎระเบียบป้องกันการค้าที่ไม่เป็นธรรมอย่างรัดกุม ทำให้ประเทศที่จะเข้าร่วมต้องยกมาตรฐานตนเองอย่างรวดเร็ว

ขณะที่ผลการประชุมสุดยอดผู้นำเอเชีย ยุโรป (อาเซม) ที่ประเทศลาว เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็มีการประกาศว่าจะร่วมกันต่อต้านระบบกีดกันทางการค้าที่มุ่งปกป้องตลาดภายในประเทศ ตลอดจนสร้างความร่วมมือให้มีการค้าเสรีระหว่างกันมากขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้น การที่ประเทศลาวเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนที่ผ่านมา ก็ยิ่งเป็นการส่งสัญญาณว่าแนวโน้มการปกป้องตลาดภายในกำลังเดินทางมาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว

เรียกได้ว่าหากต้องการพัฒนายกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศให้ก้าวไปสู่โลกที่มีการแข่งขันแบบไร้พรมแดนมากขึ้น การมองแต่เพียงแค่ระดับเออีซีอย่างเดียวย่อมไม่เพียงพออีกต่อไป

“รัฐบาลไทยจะมามองเฉพาะแค่เออีซีที่จะเกิดขึ้นในอีก 3 ปี ผมว่ามันไม่ทันแล้ว เพราะเศรษฐกิจโลกได้เปลี่ยนกระบวนทัศน์ไปสู่ทิศทางการทำข้อตกลงการค้าแบบเสรีและเปิดพรมแดนมากขึ้นแล้ว ดังนั้นเราต้องเตรียมพร้อมศักยภาพของคนไทย ทั้งภาครัฐและเอกชนให้รู้จักก้าวไปข้างหน้าและมองอะไรที่ไกลกว่านั้น นอกจากนั้นจะต้องตระหนักว่าเออีซีไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นหนทางและเครื่องมือเพื่อใช้ประโยชน์ต่อยอดไปสู่เวทีการแข่งขันในเวทีระดับโลก” ฉัตรชัย มงคลวิเศษไกวัล ประธานคณะกรรมการธุรกิจบริการ จากสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวในระหว่างงานสัมมนา “การก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน 2558 และอนาคต”

ใช้ประโยชน์จากเออีซีให้มากที่สุด

ฉัตรชัย ให้คำแนะนำว่า การที่ไทยจะใช้ประโยชน์เออีซีและก้าวสู่ระดับโลกได้นั้น ก่อนอื่นต้องเร่งพัฒนาศักยภาพความสามารถในการแข่งขันให้ได้ดีเสียก่อน โดยเฉพาะในธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี)

นอกจากนี้ เออีซีมีแนวโน้มจะให้ประโยชน์มากที่สุด โดยเฉพาะในแง่ของการใช้เป็นเวทีเพื่อสั่งสมประสบการณ์ เป็นบันไดต่อยอดเพื่อออกไปลงทุนและแข่งขันกับเวทีนานาชาติได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนต่อไปในอนาคต

เออีซีเป็นมากว่าแค่เป้าหมาย ถึงเวลาธุรกิจ'ไทย'เปลี่ยนมุมมอง

 

ยกตัวอย่างเช่น การรู้จักออกไปใช้ประโยชน์จากปัจจัยและฐานการผลิตทรัพยากรในประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนที่ยังมีต้นทุนถูกอยู่ เช่น ลาว กัมพูชา หรือพม่า เนื่องจากยุคสมัยของการมีต้นทุนและค่าแรงราคาถูกในไทยไม่มีอีกต่อไปแล้ว เห็นได้จากการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำของรัฐบาล

สอดรับกับความเห็นของเลียมฮงฮินผู้ช่วยเลขาธิการทั่วไปด้านเออีซี แห่งสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่กล่าวว่า การก้าวเข้าสู่เออีซีในปี 2558 นั้น เศรษฐกิจในภูมิภาคนี้จะได้รับประโยชน์อย่างมาก โดยเฉพาะต่อภาคธุรกิจ เนื่องจากจะนำไปสู่การหลอมรวมตลาดที่มีประชากรกว่า 600 ล้านคน ที่มีขนาดมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกันกว่า 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเข้ามาไว้ด้วยกัน และการทำธุรกิจจะมีต้นทุนต่ำลง เพราะกำแพงภาษีได้ถูกทำลายหรือได้ทยอยลดลงไป

ดังนั้น ภาคธุรกิจจะต้องวางแผนอย่างครอบคลุมและบูรณาการ เพื่อใช้ประโยชน์จากเออีซีนี้ให้มากที่สุด

“การหลอมรวมเข้าเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน จะไม่เพียงแต่เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและการบริโภค แต่ยังจะเป็นการขยายขนาดเศรษฐกิจและการลงทุนในเทคโนโลยีและมนุษย์มากขึ้น ซึ่งสุดท้ายจะเป็นผลดีต่อภูมิภาคในระยะยาว” เลียมฮงฮิน กล่าว พร้อมยกตัวอย่างว่าธุรกิจหลายอย่าง อาทิ บริษัท โจลิบีฟูดส์คอร์ป เชนร้านอาหารจานด่วนรายใหญ่ในฟิลิปปินส์ จะได้ประโยชน์จากการนำเข้าวัตถุดิบในราคาถูกลง

นอกจากนี้ ก็จะทำให้การบริการของบริษัทดีขึ้น เนื่องจากมีการเคลื่อนย้ายแรงงานที่มีทักษะได้อย่างเสรี ทำให้จำเป็นต้องมีการฝึกทักษะแรงงานให้ได้มาตรฐาน เพื่อรักษาระดับคุณภาพของสินค้าเอาไว้ ซึ่งปัจจุบันธุรกิจในเครือของโจลิบีฟูดส์คอร์ปได้กระจายไปในหลายประเทศทั่วอาเซียนแล้ว

หนทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

แม้กระแสความตื่นตัวในด้านการเป็นประชาคมอาเซียนหรือเออีซีจะคึกคักในหลายประเทศ แต่มีผู้เชี่ยวชาญจากหลายฝ่ายต่างแสดงความกังวลออกมาว่าโอกาสที่จะสำเร็จลุล่วงแบบ 100% ตามกำหนดเส้นตายที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 1 ม.ค. 2558 นั้นเป็นเรื่องที่ยากมากหรือแทบจะเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากความพร้อมในการเตรียมเข้าสู่เออีซี และการนำข้อตกลงที่ให้ไว้ไปสู่การปฏิบัติจริงของ 10 ชาติสมาชิก ยังมีความแตกต่างกันสูงมากในปัจจุบัน

ยืนยันได้จากข้อมูลของสำนักงานอาเซียนที่เปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์สเมื่อหลายเดือนก่อนว่า แผนการสร้างไปสู่การเป็นตลาดร่วมในปี 2553-2554 ที่คืบหน้าไปได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่งที่วางแผนไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคธุรกิจอุตสาหกรรมด้านอาหารและภาคการเกษตร

เออีซีเป็นมากว่าแค่เป้าหมาย ถึงเวลาธุรกิจ'ไทย'เปลี่ยนมุมมอง

 

ไม่เพียงเท่านั้น ช่องว่างการพัฒนาในกลุ่มสมาชิกเองก็มีความแตกต่างกันมากเกินไป เห็นได้จากประเทศพัฒนาและมีความร่ำรวยอย่างสิงคโปร์ที่ได้รับการจัดอันดับ โดย เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม ในฉบับล่าสุด ปี 2555-2556 ว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการแข่งขันเป็นที่ 2 จาก 144 ประเทศทั่วโลก กับประเทศที่เพิ่งจะเริ่มดำเนินการปฏิรูปประเทศอย่างกัมพูชาที่อยู่ในลำดับที่ 85 ส่วนลาวและพม่านั้นไม่มีชื่อติดอยู่ในการจัดอันดับเลย

ความกังวลต่อการที่อาเซียนอาจไม่สามารถดำเนินการตามที่ตั้งเป้าไว้ยังสะท้อนได้จากคำกล่าวของ ดร.สุรินทร์พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน ที่ระบุว่าอาจมีความเป็นไปได้ที่จะต้องเลื่อนกำหนดเส้นตายการเปิดประตูสู่เออีซีในวันที่ 1 ม.ค. 2558 ออกไปเป็นสิ้นปีดังกล่าวแทน เนื่องจากบางประเทศยังขาดความพร้อม ยิ่งกว่านั้นบางประเทศก็เข้ามาร้องขอให้มีการยืดกำหนดเวลาออกไปอีก 1 ปี

อย่างไรก็ตาม การจะเลื่อนออกไปหรือไม่นั้นจะต้องขึ้นอยู่กับการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน (อาเซียนซัมมิต) ที่จะจัดขึ้นในสัปดาห์หน้าที่กรุงพนมเปญเป็นผู้ตัดสินใจ เนื่องจากตนเองจะนำข้อเสนอดังกล่าวมาหารือและให้เหล่าผู้นำประเทศร่วมกันตัดสินในเวทีดังกล่าว

“โอกาสที่จะเกิดเออีซีตามกำหนดเดิมแบบ 100% เป็นไปไม่ได้เลย และพอใกล้ถึงเวลาจริงก็คงจะต้องมีการขอผัดผ่อนเวลาออกไป เนื่องจากหลายประเทศไม่มีความพร้อม นอกจากนี้ กรอบความร่วมมืออาเซียนในอดีตที่ผ่านมาส่วนใหญ่ก็แสดงให้เห็นว่าเป็นเวทีที่ดีแต่การเจรจาพูดคุยอย่างเดียว แต่เมื่อถึงเวลานำไปทำจริงก็ล้มเหลว” หัตถศักดิ์ ณ ป้อมเพ็ชร์ บริษัทที่ปรึกษาเอชเอ็นพี กล่าวแสดงความเห็น

ทั้งนี้ เชื่อว่าแม้โอกาสที่เออีซี ปี 2558 จะสำเร็จและเกิดขึ้นตามแผนอย่างสมบูรณ์นั้นจะเป็นไปได้ยาก แต่อย่างน้อยก็เชื่อว่าการริเริ่มและก้าวเดินไปข้างหน้าต่อไปนั้นก็ยังดีกว่าไม่ลงมือทำอะไรเลย

ที่สำคัญต้องกลับมาถามตนเองว่า วันนี้ชาวไทยทั้งภาครัฐและเอกชนได้เตรียมความพร้อมมากน้อยแค่ไหน

เพราะไม่ว่าเออีซีจะเกิดขึ้นตามแผนหรือไม่ อย่างน้อยการเตรียมตัวให้พร้อมก็ไม่ได้สร้างผลกระทบเสียหายใดๆ นอกจากก้าวไปเร็วกว่าและมีศักยภาพพอที่จะแข่งขันกับโลกกว้างให้ดีขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง

 

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน